มะระขี้นก สรรพคุณเพียบ สมุนไพรใกล้รั้ว แก้พิษร้อน ต้านเบาหวานก็จัดให้

Bitter melons --- Image by © pasmal/amanaimages/Corbis

มะระขี้นก หนึ่งในสมุนไพรตระกูลมะระ สมุนไพรรสชาติขมปี๋ที่ให้ใครได้ยินชื่อก็ไม่อยากจะลอง แต่ถ้าไม่อยากพลาดของดีต้องลองอ่านสักนิดแล้วตัดสินใจใหม่

ขึ้นชื่อว่ามะระ ก็ต้องนึกถึงรสชาติขม ๆ ที่ไม่ต้องลิ้มลองก็รู้สึกขมไปถึงในคอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเจ้าพืชผักชนิดนี้น่ะก็มีประโยชน์ไม่น้อยเช่นเดียวกัน แม้แต่สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเจ้ามะระผลใหญ่ ๆ อย่างมะระขี้นก สรรพคุณของมันก็มีเพียบพร้อมไปตั้งแต่รากจนถึงเมล็ด วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปลัดเลาะรอบรั้ว ทำความรู้จักกับเจ้าพืชสมุนไพรใกล้ตัวชนิดกันให้กระจ่างไปเลยว่า ภายใต้รสชาติขม ๆ นั้นแอบซ่อนประโยชน์อะไรไว้บ้าง ถ้าได้ทราบแล้วบอกได้เลยว่าจะต้องรีบไปหามาปลูกไว้รับประทานกันแบบไม่มีข้อสงสัยกันอีกเลยล่ะ

มะระขี้นก ชื่อวิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ คืออะไร

มะระขี้นก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica charantia L. และมีชื่อเรียกทางภาษาอังกฤษไปอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Balsam apple, Balsam pear, Bitter cucumber, Bitter gourd, Bitter melon, Carilla fruit

โดยพืชชนิดนี้เป็นในตระกูลพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้เถา เช่นเดียวกับ บวบ แตงกวา โดยมะระขี้นกนั้นเป็น 1 ใน 2 สายพันธุ์ของมะระที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ มะระจีน และมะระขี้นก โดยมะระขี้นกจะมีผลเล็ก และขมกว่ามะระจีน โดยรสชาติขมของมะระนั้นก็มาจากสารเคมีที่ชื่อว่า Momodicine ขณะที่ส่วนใหญ่แล้วนิยมนำผลมะระขี้นกมารับประทานสดกับน้ำพริก หรือไม่ก็ลวกก่อนจะนำมารับประทาน หรือถ้าทนกับกลิ่นเหม็นเขียวและรสชาติขม ๆ ได้ ก็นำมาคั้นหรือปั่นรับประทานเป็นเครื่องดื่มได้เช่นกัน ทั้งนี้มะระขี้นกปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้ค่ะ

– พลังงาน 17 กิโลแคลอรี
– ไขมัน 1 กรัม
– ไฟเบอร์ 12 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 9.8 กรัม
– แคลเซียม 3 มิลลิกรัม
– โปรตีน 2.9 กรัม
– ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 9.4 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 2,924 ยูนิต
– วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 0.4 มิลลิกรัม
– ไทอามีน 0.07 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 190 มิลลิกรัม

และไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่เห็นคุณค่าของมะระขี้นก เพราะจริง ๆ แล้วสมุนไพรชนิดนี้ถูกใช้ในการรักษาโรคมานานนับพันปีไม่ว่าจะในทวีปเอเชีย แอฟริกา หรือแถบละตินอเมริกา ก็ล้วนแต่ใช้เจ้ามะระขี้นกนี้ในการบรรเทาและรักษาอาการของโรคต่าง ๆ อีกด้วย
มะระขี้นก สรรพคุณสุดเจ๋งภายในผลเล็ก ๆ

มะระขี้นกถือว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และวิตามินชนิดต่าง ๆ รวมทั้งไนอะซิน ที่ดีต่อร่างกาย ขณะที่สรรพคุณทางยาของมะระขี้นกเองก็ไม่ใช่น้อย ๆ เช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะส่วนไหนของมะระขี้นกก็สามารถช่วยรักษาอาการป่วยและโรคต่าง ๆ ได้ทั้งนั้นเลยล่ะ

* รากและเถา – ใช้แก้ร้อน แก้พิษ ถ่ายบิดเป็นเลือด หรือแม้แต่รักษาฝีบวมอักเสบ และปวดฟัน

* ใบ – ใช้รักษาโรคกระเพาะ บิด บรรเทาแผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิ

* ดอก – มีรสขมและเย็นจัด สามารถช่วยรักษาโรคบิดได้

* เมล็ด – ใช้เป็นยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ บำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง

* ผลสด – ใช้แก้พิษร้อน และอาการร้อนใน รักษาโรคบิด ตาบวมแดง บรรเทาแผลบวมเป็นหนองและฝีอักเสบ

* ผลแห้ง – ช่วยรักษาอาการของโรคหิด

ไม่เพียงสรรพคุณทางยาเท่านั้น สาร Momodicine ในมะระขี้นกก็ยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร และกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำและนอกจากสารเคมีชนิดนี้แล้ว ทางอายุรเวทยังได้มีการนำมะระขี้นกมาใช้ในการรักษาโรคตับ บรรเทาอาการของโรคเกาต์ และข้ออักเสบได้
มะระขี้นก กับเบาหวาน สมุนไพรโดดเด่นลดน้ำตาลได้ดีเยี่ยม

การศึกษาในปี 1962 ได้พบว่า สารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านอาการของโรคเบาหวานในหลาย ๆ กลไก ได้แก่ ช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ กระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาล และเพิ่มความทนทานจากกลูโคส และยับยั้งการหลั่งของกลูโคสในลำไส้เล็ก รวมทั้งยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส อันเป็นสาเหตุของอาการเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ

ที่น่ามหัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้นคือ มะระสามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทภายในร่างกายที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย ซึ่งถ้าหากรับประทานเป็นประจำก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้อีกด้วย

มะระขี้นก รักษางูสวัดได้จริงหรือ ?

อาจจะเคยได้ยินตำรายาโบราณกันมามากว่า ถ้าเป็นงูสวัดแล้วให้นำใบแก่ของมะระขี้นกมาตำพอแหลกแล้วพอกลงบนงูสวัด แต่ขอบอกเลยว่ายังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ใด ๆ ยืนยันว่าใบมะระขี้นกสามารถรักษางูสวัดได้ แต่ที่มีความเชื่อกันแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าตัวใบของมะระขี้นกเองก็มีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยบรรเทาอาการบวมอักเสบของงูสวัดได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อของงูสวัดได้ค่ะ

ข้อควรระวังในการรับประทานมะระขี้นก

ถึงจะมีสรรพคุณมากมาย แต่การรับประทานมะระขี้นกก็ยังมีข้อจำกัดในคนบางกลุ่ม เนื่องจากมะระขี้นกมีฤทธิ์เย็น การรับประทานมากไปอาจส่งผลเสียได้ เช่น สตรีมีครรภ์ เด็กหรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะระขี้นกโดยเด็ดขาด เนื่องจากมะระขี้นกมีสารที่ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง หากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ โดยเฉพาะคนท้องที่อาจจะเป็นอันตรายทั้งต่อตัวคุณแม่เองและเด็กในครรภ์

นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานมะระติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายเกิดการเสียสมดุล ควรเว้นระยะในการรับประทาน อีกทั้งผลสุกของมะระขี้นกก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลสุกของมะระขี้นกมีสารไซยาไนต์ และสารซาโปนินที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท รับประทานเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการระบบประสาทผิดปกติ ทำให้เกิดการอาเจียน ท้องร่วงหรือช็อกหมดสติได้ค่ะ

เห็นไหมล่ะคะว่าคำว่า “หวานเป็นลมขมเป็นยา” เป็นคำที่ถูกต้องที่สุดเลยล่ะ เพราะประโยชน์ของมะระขี้นกนั้นดีต่อร่างกายมากมายหลายอย่าง ยังไงไปตลาดสดคราวหน้าอย่าลืมซื้อมะระขี้นกมาลองรับประทานกันนะ หรือถ้าใครกินมะระขี้นกแบบเป็นผลสด ๆ ไม่ได้เพราะทำใจไม่ไหว ลองเริ่มด้วยการรับประทานมะระขี้นกแบบแคปซูลดูก่อนก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีแบบแคปซูลวางขายตามท้องตลาดอยู่เพียบ ลองเลือกดูสักทางจะได้เห็นว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสิ่งดี ๆ ที่ล้ำกว่ารสชาติยังไงล่ะ
รู้ไว้ใช่ว่า

มะระทำอย่างไรไม่ให้ขม ?

ไม่ว่าจะมะระสายพันธุ์ไหนก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความขมแทบทั้งนั้นจนบางคนอาจจะรับประทานแทบไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปค่ะ แค่เพียงใช้เกลือแกง โดยหากจะนำมะระไปต้มสุกก็ควรจะเติมเกลือแกงลงไปในน้ำที่ใช้ต้มมะระด้วยก็จะทำให้ความขมลดลง แต่ถ้าอยากรับประทานสด ๆ แต่ไม่อยากลิ้มรสชาติขม ๆ ก็เพียงนำมะระมาทำความสะอาด ผ่าครึ่งและควักเมล็ดออก จากนั้นนำมาคลุกกับเกลือแกงทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำไปล้างน้ำออก เกลือก็จะช่วยให้ดูดความขมออกไปได้ค่ะ

ถั่วเขียว ธัญพืชตัวน้อย สรรพคุณบิ๊กเบิ้ม ของดีที่อยากให้ลอง

greenbean1
ประโยชน์ของถั่วเขียว ที่อัดแน่นเต็มเมล็ด อาหารเพื่อสุขภาพใกล้ตัวที่หาง่าย จะเป็นของคาวก็ได้ ของหวานก็ดี ธัญพืชชนิดนี้บอกเลยท้าให้ลอง !

ถ้าจะพูดถึงถั่วที่คนนิยมรับประทานกัน ก็คงจะมองข้ามถั่วเขียวไปไม่ได้ เพราะถั่วเขียวอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ถั่วเขียวถูกนำมาทำเป็นของหวานหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วกวน ลูกชุบ หรือนำมาทำเป็นไส้ขนมต่าง ๆ อีกหลายชนิด แต่เคยทราบกันหรือไม่ว่าถั่วเขียวนั้นมีประโยชน์กับสุขภาพอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับเจ้าถั่วชนิดนี้ให้มากขึ้น มาดูกันสิว่าพืชตระกูลถั่วชนิดนี้ที่มีขนาดเล็กจิ๋วจะมีคุณประโยชน์ใดที่น่าสนใจแอบซ่อนอยู่บ้างนะ

ถั่วเขียว (Green Bean หรือ Mung Bean) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phaseolus aureus L. เป็นพืชในตระกูลถั่ว เช่นเดียวกับถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแขก และถั่วพู มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบอินเดีย พม่า อินโดนีเซีย และไทย มีลักษณะเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อายุประมาณ 1 ปี ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 40 เซนติเมตร มีขนตามลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มี 3 ใบย่อย ลักษณะใบเป็นใบตั้ง รูปใข่ บ้างก็คล้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ ลักษณะดอกเหมือนดอกถั่วทั่วไป เป็นสีเหลือง ส่วนเมล็ดมีสีเขียวรูปกึ่งกลม โดยส่วนใหญ่แล้วถั่วเขียวมักถูกนิยมนำมาทำเป็นแป้ง วุ้นเส้น หรือนำไปนึ่งให้สุกแล้วกวนเป็นขนม นอกจากนี้ก็ยังนิยมนำไปเพาะเป็นต้นอ่อน หรือที่เรียกว่าถั่วงอก เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารอีกด้วย โดยถั่วงอกจะมีปริมาณวิตามินซีที่มากกว่าถั่วเขียวที่เป็นเมล็ด

Green_Bean_6

ทั้งนี้ถั่วเขียวต้มสุก 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– น้ำ 93.39 กรัม
– พลังงาน 21 กิโลแคลอรี
– โปรตีน 2.03 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 4.19 กรัม
– ไฟเบอร์ 0.8 กรัม
– น้ำตาล 2.84 กรัม
– แคลเซียม 12 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 0.65 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 14 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 101 มิลลิกรัม
– โซเดียม 10 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.47 มิลลิกรัม
– ไธอะมีน 0.05 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน 0.1 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม
– โฟเลต 29 ไมโครกรัม
– วิตามินซี 11.4 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 6 0.05 มิลลิกรัม
– วิตามินอี 0.07 มิลลิกรัม
– วิตามินเค 22.7 ไมโครกรัม

ประโยชน์ของถั่วเขียว สรรพคุณสุดบิ๊กเบิ้ม ในธัญพืชตัวจิ๋ว
1. ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันโรคหัวใจ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Human and Experimental Toxicology เมื่อปี 2011 พบว่า การรับประทานถั่วเขียวสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL Cholerterol) และช่วยยับยั้งภาวะออกซิเดชั่นของไขมันที่จะไปทำลายหลอดเลือดได้ และเมื่อระดับคอเลสเตอรอล LDL ลดลง ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจก็ลดลงด้วย เนื่องจากคอเลสเตอรอลชนิด LDL หากเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีพอ ทำให้หัวใจต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือด และก่อให้เกิดโรคหัวใจในที่สุดค่ะ

2. ป้องกันท้องผูก

ถั่วเขียวเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายได้ เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก หรือท้องอืด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะลำไส้แปรปรวนได้อีกด้วย โดยในประเทศอินเดียได้นำถั่วเขียวมาปรุงกับขมิ้น ผักชี ยี่หร่า และขิง เพื่อเป็นยารักษาอาการปวดท้องเนื่องจากท้องผูกด้วยนะคะ

3. ป้องกันภาวะการติดเชื้อ

ด้วยปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในถั่วเขียวที่มีมากไม่แพ้ซูเปอร์ฟู้ดชนิดอื่น จึงทำให้ถั่วเขียวมีฤทธิ์ในการป้องกันการติดเชื้อ และการอักเสบภายในร่างกายได้ ส่งผลให้ความเสี่ยงอาการเจ็บป่วย และโรคภัยต่าง ๆ ลดลง

4. เป็นอาหารล้างพิษ

อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่มาจากไฟเบอร์ในถั่วเขียวก็คือการล้างพิษให้ลำไส้ เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์เข้าไปมาก ๆ ไฟเบอร์เหล่านั้นจะไปช่วยจัดสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับถ่ายสารพิษออกมา เมื่อลำไส้สะอาดขึ้นก็จะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีมากขึ้น สุขภาพก็แข็งแรงขึ้น

5. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่ต้องพิถีพิถันกับการเลือกอาหารมากกว่าคนทั่วไป ถั่วเขียวถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะค่ะ เพราะถั่วเขียวเป็นอาหารที่มีระดับน้ำตาลที่ต่ำ เมื่อรับประทานแล้วปริมาณน้ำตาลในถั่วเขียวก็จะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วย นอกจากนี้ถั่วเขียวยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยมีการศึกษาที่ทำการทดลองกับหนูพบว่า เมื่อให้หนูกินสารสกัดจากถั่วเขียวเข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูลดลง อีกทั้งระดับการตอบสนองของอินซูลินต่อน้ำตาลในเลือดก็ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงเมนูถั่วเขียวที่มีน้ำตาลสูง เช่น ถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือขนมหวานที่ทำจากถั่วเขียวจะดีที่สุดค่ะ

6. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุสำคัญของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของร่างกายก่อนวัย โดยวิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งถั่วเขียวก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมายไม่แพ้ซูเปอร์ฟู้ดชนิดอื่น ๆ รู้แบบนี้แล้ว อยากสุขภาพดี ไม่ดูแก่ก่อนวัย ก็ต้องรับประทานถั่วเขียวกันนะคะ

7. บำรุงครรภ์ให้แข็งแรง

โฟเลต เป็นสารอาหารสำคัญที่พบได้ในถั่วเขียว ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสังเคราะห์ DNA และการเจริญเติบโตของเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยควบคุมการทำงานของสมอง สมดุลของฮอร์โมน และระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ การรับประทานโฟเลตอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันภาวะพิการในทารก และการคลอดก่อนกำหนด รวมทั้งป้องกันการแท้งบุตรได้อีกด้วย

8. ป้องกันภาวะโลหิตจาง

ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับระบบโลหิต หากร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กในช่วงมีประจำเดือน และช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งถั่วเขียวก็เป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กอยู่ไม่น้อย เหมาะสำหรับรับประทานเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้กับร่างกาย โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริมที่มีราคาแพงค่ะ
9. ป้องกันโรคมะเร็ง

จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมแห่งชาติจีนพบว่า ถั่วเขียวมีระดับโพลีฟีนอล และโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide) สูง ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และป้องกันไม่ให้เกิดเนื้อร้าย ขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระในถั่วเขียวก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายและกลายเป็นเซลล์มะเร็งอีกด้วย

10. บำรุงผิวพรรณ และเส้นผม

สาว ๆ คนไหนที่อยากจะมีผิวพรรณเปล่งปลั่งและสุขภาพผมดี ถั่วเขียวช่วยคุณได้ค่ะ เพราะถั่วเขียวอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมาย ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดูเปล่งปลั่ง อีกทั้งยังช่วยให้หนังศีรษะแข็งแรง ผมไม่หลุดร่วงง่ายอีกด้วย ถ้าสนใจอยากลองบำรุงผมและผิวหน้าด้วยถั่วเขียวละก็ ลองหยิบสูตรเหล่านี้ไปใช้ดูค่ะ

Green_Bean_4

สูตรพอกหน้าด้วยถั่วเขียว

ส่วนผสม

– เมล็ดถั่วเขียว
– น้ำอุ่น

วิธีใช้

1. นำถั่วเขียวมาบดเป็นผงละเอียด
2. เติมน้ำอุ่นผสมกับผงถั่วเขียว คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีม
3. นำมาพอกบนใบหน้าทิ้งไว้จนแห้งประมาณ 10 นาที
4. นวดบริเวณที่พอกหน้าไว้ให้ทั่วเพื่อเป็นการสครับ แล้วล้างออกให้สะอาด

สูตรหมักผมด้วยถั่วเขียว

ส่วนผสม

– เมล็ดถั่วเขียว
– น้ำชาเขียวแบบไม่ผสมน้ำตาล
– น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันอัลมอนด์
– โยเกิร์ต

วิธีใช้

1. นำเมล็ดถั่วเขียวมาบดเป็นผงให้ละเอียด
2. เติมน้ำชาเขียวลงในถั่วเขียวเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีมข้นเหนียว
3. เติมน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
4. เติมโยเกิร์ตลงไป 2/3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออก

11. ย่อยง่าย

สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการปวดท้อง หรือท้องเสีย ถั่วเขียวถือเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะย่อยง่าย และอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็จะทำให้รู้สึกอิ่มแบบไม่หนักท้องจนเกินไปค่ะ

12. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

สารไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient) ที่อุดมอยู่ในถั่วเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้ จึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้การรับประทานถั่วเขียวยังช่วยกระตุ้นการดูดซึมสารอาหารที่มีส่วนในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

13. ลดอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS)

สาว ๆ ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือนเป็นประจำทุกเดือนต้องรักถั่วเขียวมากขึ้นแน่นอน เพราะถั่วเขียวมีวิตามินบี 6 วิตามินบี และโฟเลต ที่ช่วยควบคุมไม่ให้ระดับฮอร์โมนแปรปรวน อันเป็นสาเหตุของอาการก่อนมีประจำเดือน นอกจากนี้ก็ยังช่วยบรรเทาอาการที่เกิดในช่วงมีประจำเดือน อย่างอาการปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน ปวดหัว ปวดตามกล้ามเนื้อ และอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย

14. ช่วยลดน้ำหนัก

ถั่วเขียวถือเป็นอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดีไม่แพ้ธัญพืชชนิดอื่น ๆ เพราะถั่วเขียวมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ช่วยให้อิ่มท้อง และอิ่มนานขึ้น จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณน้ำตาลในเมนูถั่วเขียวด้วยนะ

15. บำรุงกระดูก

อย่าเพิ่งคิดว่าจะมีแค่ถั่วเหลืองเท่านั้นที่มีแคลเซียมสูง เพราะถั่วเขียวเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามินเคเช่นกัน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ดังนั้นการรับประทานถั่วเขียวก็เหมือนกับการบำรุงกระดูกให้แข็งแรงไปในตัว ถ้าใครไม่ชอบดื่มนมถั่วเหลือง หรือรับประทานเต้าหู้ ลองหันมากินถั่วเขียวก็ได้นะคะ

นอกจากประโยชน์ข้างต้น ในฐานะพืชสมุนไพร ถั่วเขียวยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ไม่ว่าจะช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ช่วยขับปัสสาวะ แก้เหน็บชา หากนำไปต้มกับเกลือแล้วนำมาอมก็สามารถรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วยล่ะค่ะ
เมนูถั่วเขียว ของอร่อยทำง่ายได้ประโยชน์เพียบ

Green_Bean_7

ถั่วเขียว เป็นธัญพืชที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวและหวาน แถมยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้อีกด้วย ใครที่กำลังสนใจอยากลองลิ้มชิมรสถั่วเขียวละก็ ลองมาดูเมนูเหล่านี้กันเลยค่ะ

– ถั่วเขียวต้มน้ำตาล สูตรขนมหวานโปรตีนสูงจากธัญพืชต้นทุนต่ำ
– ขับพิษ แก้ร้อนในด้วยน้ำถั่วเขียว
– ถั่วเขียวต้มน้ำเก๊กหล่อ ขนมหวานโปรตีนเลอค่า รสเข้มจากพลังสมุนไพร
– บัวลอยถั่วเขียว ขนมไทยหน้าฝนของคนรักสุขภาพ
– ขนมถั่วกวน ขนมไทยสุดง่ายกับวัตถุดิบแค่ 3 อย่าง
– เต้าส่วน ขนมไทยทำง่าย อุปกรณ์น้อย อร่อยเหนียว ๆ
– ซุปถั่วเขียว โปรตีนจากถั่วสำหรับกรุ๊ปเลือด A
– ลูกชุบหลากสี ขนมไทยสีสวยชวนรับประทาน

ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วเขียว

แม้ถั่วเขียวจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร แต่สำหรับคนที่มีอาการแพ้ถั่วนั้นควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เพราะถั่วเขียวเป็นพืชในตระกูลถั่วเช่นเดียวกับถั่วเหลือง และถั่วลิสง หากใครที่มีอาการแพ้ถั่วทั้ง 2 ชนิดนี้ ควรหลีกเลี่ยงถั่วเขียวด้วยเพื่อความปลอดภัยค่ะ นอกจากนี้หากในบ้านมีเด็กเล็ก ก็ควรเก็บถั่วเขียวไว้ให้ห่างจากมือเด็ก เพราะขนาดที่เล็กของเมล็ดถั่วเขียว หากเด็กนำใส่ปากอาจติดคอและหลอดลมจนเป็นอันตรายได้ค่ะ

ได้เห็นคุณประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของเจ้าถั่วเขียวกันแล้ว ก็อย่าพลาดที่จะให้ถั่วชนิดนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกเพื่อสุขภาพนะคะ แต่ก็อย่ามุ่งแต่หาอาหารที่มีประโยชน์กินเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าอยากจะสุขภาพดีแบบจัดเต็มก็ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย ถึงจะครบสูตร

น้ำขิง ประโยชน์แจ่มจริง ๆ ดื่มทุกวันยิ่งดีเลย

big_4
น้ำขิง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกชนิดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะประโยชน์ของขิงเด็ดดวงจริง ๆ ยิ่งดื่มเป็นประจำจะช่วยแก้ได้หลายอาการเลย

ขิงเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่บ้านเราใช้ทั้งทำอาหาร ใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร หรือนำมาทำเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายก็ได้ และหากใครกำลังมองหาเครื่องดื่มที่จะช่วยเพิ่มความเฮลธ์ตี้ได้อย่างเต็มที่ แนะนำเป็นน้ำขิงแก้วนี้นี่ล่ะค่ะ เพราะขิงมีสรรพคุณแจ่ม ๆ ตามนี้เลยนะ รู้ยัง ?

1. ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด

สารประกอบฟีโนลิกในขิงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำไส้ พร้อมทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ขิงยังมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างอ่อน ส่งผลให้อาการท้องอืด แน่นท้อง และอาการท้องเฟ้อบรรเทาลงได้

2. บรรเทาอาการคลื่นไส้

ฤทธิ์ร้อนของขิงเป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่ได้รับสารเคมีหรืออาหารแสลงบางอย่างมา นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Support Care Cancer เมื่อปี 2012 ยังบอกด้วยว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันจะสามารถลดอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ด้วยนะคะ

3. ช่วยลดน้ำหนัก

ผลการศึกษาของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Pharmaceutical Society of Japan ในปี 2008 พบว่า ขิงมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ จึงมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้น้ำขิงอุ่น ๆ ยังสามารถช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก รวมทั้งลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสาเหตุของความเครียด อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายบริโภคไขมันมากขึ้นจนทำให้น้ำหนักขึ้นได้อีกด้วย

4. ฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย

จากการทดลองน้ำที่ได้จากการแช่ขิงพบว่า น้ำขิงสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารจิงเกอร์รอลในขิงยังมีอานุภาพมากพอจะลดโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ของร่างกายได้โดยเฉพาะหากเราดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวัน สารจิงเกอร์รอลจะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโรคหวัดและอาการไข้ได้อย่างเต็มที่ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคหวัดได้ง่าย ๆ

5. บำรุงรักษาสุขภาพช่องปาก

สารจิงเกอร์รอลของขิงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากด้วยนะคะ โดยมีส่วนช่วยกำจัดเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและคราบพลัคในช่องปากเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเชียวล่ะ

6. ช่วยลดอาการอักเสบ

ขิงอุดมไปด้วยสารต้านการอักเสบ และสารต้านอนุมูลอิสระก็ค่อนข้างสูงนอกจากนี้ในขิงยังมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอสไพริน และยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในร่างกาย ดังนั้นหากดื่มน้ำขิงเป็นประจำ ก็จะช่วยป้องกันการอักเสบในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

7. เป็นยาลดปวด

อย่างที่บอกว่าสารจิงเกอร์รอลมีฤทธิ์แรงกว่ายาแอสไพรินซะอีก ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาจาก University of Georgia ที่พบว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมีส่วนช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกายได้ราว ๆ 25% เลยจ้า

8. แก้ปวดประจำเดือน

คุณสมบัติข้อนี้ของขิงเป็นสิ่งที่สาว ๆ ทุกคนคู่ควรอย่างแรง โดยผลการศึกษาจาก University of Georgia พบว่า นอกจากขิงจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวได้แล้ว น้ำขิงยังมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้ราว ๆ 47% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการท้องเสียที่สาว ๆ บางคนอาจจะเป็นระหว่างวันแดงเดือดได้ด้วยนะจ๊ะ
9. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

การศึกษาใน British Journal of Nutrition ระบุว่า น้ำขิงมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งในน้ำขิงยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และยังมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่จะชวยลดโอกาสเกิดเซลล์มะเร็งร้ายได้

เห็นไหมล่ะว่าการดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมันดียังไง และหากใครยังคิดไม่ออกว่าจะดื่มน้ำขิงทุกวันแบบไหนให้ไม่น่าเบื่อ วันนี้เราก็มีเมนูน้ำขิงมาให้เลือกกันตรงนี้เลย

– น้ำขิงมะนาว สูตรนี้ได้คุณค่าจากสมุนไพรคูณสอง !
– น้ำขิงมะนาวโซดา เรียกคืนความสดชื่นให้ร่างกาย
– น้ำขิงปั่นตะไคร้หอม ดื่มเพลิน ๆ แก้จุกเสียด
– บัวลอยน้ำขิง ของหวานเพื่อสุขภาพ เสิร์ฟร้อน ๆ

เลือกน้ำมันประกอบอาหารอย่างคน “รู้จริง” สุขภาพดีไม่หนีไปไหน

bran
คนในยุคนี้ตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น หันมาลงมือทำอาหารทานเองและให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันประกอบอาหารที่ต้องคัดสรรว่าดีต่อสุขภาพ แต่ผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อสุขภาพในตลาดมีให้เลือกอย่างนับไม่ถ้วน และยังมีการแชร์ข้อมูลเรื่องน้ำมันต่างๆ นานาอีกมากมายในโลกโซเชียลจนทำให้ผู้บริโภคสับสน ไม่รู้ว่าจะเลือกน้ำมันอะไรที่จะดีต่อสุขภาพจริงๆ

ขอบอกเลยว่าเรื่องนี้…ต้องคน “รู้จริง” เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ ! คำว่า “รู้จริง” ในที่นี้ก็คือ รู้ในข้อมูลที่ถูกต้องโดยมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน หรือมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง

ขอยกตัวอย่าง “น้ำมันรำข้าวคิง” ผู้นำด้านน้ำมันรำข้าวมาตลอด 40 ปี และเป็นหนึ่งในน้ำมันเพื่อสุขภาพที่คนเฮลธ์ตี้นิยมใช้ประกอบอาหาร ได้ออกแคมเปญ “รู้จริง เลือกคิง” ที่เปิดเผยข้อมูลคุณประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวคิง รุ่นพรีเมี่ยม ชนิดโอรีซานอล 6,000 พีพีเอ็ม (King Rice Bran Oil – Oryzanol 6,000 ppm) ผ่านผู้รู้จริง 7 คนในรูปแบบซีรีส์คลิป 7 เรื่อง ซึ่งจะทยอยนำออกสู่สายตาผู้บริโภคในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง นำทีมโดย คุณโอปอล์-ปาณิสรา อารยะกุล นักแสดงและพิธีกรมืออาชีพ ซึ่งใครๆ ต่างก็รู้จักความเป็นตัวจริงของคุณโอปอล์อยู่แล้วนะคะ ว่าเธอคือตัวจริงในทุกๆ เรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นงานในวงการทุกชิ้น หรือธุรกิจทุกอย่าง เธอจะศึกษาให้รู้จริงก่อนลงมือทำ เช่นเดียวกับน้ำมันประกอบอาหาร เธอก็เลือกน้ำมันรำข้าวคิง เพราะมั่นใจทั้งคุณค่าและความปลอดภัยของคิง โดยมีงานวิจัยจากสถาบันที่น่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศสนับสนุนจุดเด่นของน้ำมันรำข้าวคิงอย่างชัดเจน

อาร์แซน เวนเกอร์ สะใจ อาร์เซน่อล ลบคำสบประมาท

อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล ชื่นชมลูกทีมที่ช่วยกันทำผลงานเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ เป็นการตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ทีมโดนมาตลอด

อาร์เซน่อล แซงเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2560 ซึ่งหลังจบเกม เวนเกอร์ กล่าวว่า “ผมว่าเกมนี้มันเป็นการทดสอบกำลังใจครั้งสำคัญของเรา เพราะหลาย ๆ คนตั้งคำถามในเรื่องนี้ ว่าถ้าเราเจอแบบนี้เราจะพลิกสถานการณ์ได้หรือเปล่า ? และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมภูมิใจในตัวลูกทีม”

“ในฐานะผู้จัดการทีม สิ่งที่สนุกที่สุดย่อมต้องเป็นความรู้สึกเมื่อทีมเล่นได้ตามความสามารถที่แท้จริง และวันนี้มันเป็นแบบนั้น นั่นทำให้ผมพอใจในวันนี้”

“เราเจอกับช่วงเวลาแย่ ๆ มาหลายครั้งแล้ว และเราก็เคยเจอกับเรื่องจากภายในที่มันยิ่งทำให้สถานการณ์มันแย่ลงด้วย แต่ก็แสดงออกมาให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ไม่ใช่แสดงให้เห็นความแตกแยก แต่ก็ยอมรับว่าในแง่ของกำลังใจเราก็เคยอยู่ในช่วงเวลาเปราะบางเหมือนกัน” เวนเกอร์ กล่าว

ยิงให้ใครบางคนดู! “เบนเทเก้” ซัดเบิ้ล “พาเลซ” บุกเชือด “หงส์แดง” 2-1

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2016-17 ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 3 เปิดสนามแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 16 ของตาราง
นาที 24 ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ปั่นฟรีคิกระยะ 25 หลา บอลพุ่งโค้งเสียบเสาแรกอย่างสวยงาม
นาที 42 คริสตัล พาเลซ ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ โยฮัน กาบาย พาบอลมาทางขวา ก่อนปาดไปหน้าประตู คริสติย็อง เบนเทเก้ อดีตหัวหอกหงส์แดงสังหารไม่พลาด
หมดครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอกันอยู่ 1-1
นาที 74 แฟนบอลเจ้าถิ่นช็อกเป็นแถบ จากลูกเตะมุม เบนเทเก้ ก้มตัวลงไปโหม่งที่เส้น 6 หลาตุงตาข่าย พาเลซพลิกขึ้นนำ 2-1
ช่วงเวลาที่เหลือ หงส์แดงบุกหนักแต่ทวงประตูคืนไม่ได้ หมดเวลาการแข่งขัน ลิเวอร์พูลพลิกล็อกเปิดรังพ่ายคริสตัล พาเลซ 1-2

ถูกใจใช่เลย! 3 กองหน้าที่ “เนย์มาร์” ชื่นชอบมากที่สุดในยุคใหม่


เนย์มาร์ ยอดกองหน้าระดับซูเปอร์สตาร์ของ บาร์เซโลน่า ออกมาเปิดเผยแล้วว่า 3 กองหน้าที่เขารู้สึกชื่นชอบมากที่สุดในยุคใหม่ของโลกฟุตบอลนี้เป็นใคร
ซึ่งแน่นอนว่าหากจะถามว่าใครเก่งที่สุดในยุคนี้ คำตอบคงหนีไม่พ้น โรนัลโด้ กับ เมสซี่ แต่เมื่อทั้งคู่กำลังอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงต้องมองหาคนที่ก้าวขึ้นมาสร้างยุคใหม่หลังจากนี้ และ เนย์มาร์ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
“สำหรับกองหน้าในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ ผมชอบ อองตวน กรีซมันน์ มากๆ แต่คนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษมากกว่าก็คือ กาเบรียล เฆซุส” เนย์มาร์ กล่าว
“ผมรักแนวทางการเล่นของเขาเหลือเกิน และอาจเป็นเพราะได้เล่นอยู่ด้วยกันในทีมชาติบราซิล ซึ่งเราได้ประสานงานกันจนคว้าเหรียญทองมาครองได้ในโอลิมปิกที่ริโอฯ”
“เขาเข้ามาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทัพเซเลเซาได้อย่างดีเยี่ยม และก็เป็นดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงเวอร์อีกต่างหาก”
“ส่วนอีกคนผมขอยกให้ เปาโล ดิบาล่า ศูนย์หน้าชาวอาร์เจนไตน์ผู้มีเท้าซ้ายเป็นอาวุธ บอกเลยถ้าคุณปล่อยให้เขาว่างแล้วล่ะก็ โดนลงโทษอย่างเจ็บแสบแน่”

“มาติช” ยิงปิดอย่างสวย! “เชลซี” อัด “สเปอร์ส” 4-2 ลิ่วชิงฯเอฟเอ คัพ

การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ อังกฤษ 2016-17 รอบรองชนะเลิศ คู่แรก ที่สนามเวมบลีย์ เชลซี พบ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์
เริ่มเกมได้แค่ 5 นาที เชลซีออกนำก่อน 1-0 วิลเลี่ยน ปั่นฟรีคิกบริเวณหน้ากรอบเขตโทษด้านซ้าย บอลพุ่งเข้าเสาไกลไปอย่างสวยงาม
นาที 18 สเปอร์สตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะต่อเนื่องลูกเตะมุม คริสเตียน เอริคเซ่น เปิดด้วยซ้ายจากด้านขวาเข้าเขตโทษ แฮร์รี่ เคน ก้มตัวไปโหม่งเช็ดบางๆ บอลเด้งเข้าเสาไกล
นาที 43 เชลซีขึ้นนำอีกครั้ง ซน เฮือง-มิน ไปเข้าพรวดใส่ วิคเตอร์ โมเซส ในเขตโทษ วิลเลี่ยนสังหารเข้าไปไม่พลาด
หมดครึ่งแรก เชลซี นำ สเปอร์ส 2-1
นาที 52 สเปอร์สตีเสมอ 2-2 คริสเตียน เอริคเซ่น วางบอลไกลเข้าเขตโทษ เดเล่ อัลลี่ วิ่งสอดกองหลังเชลซีเข้ามาชาร์จตุงตาข่ายอย่างสวยงาม
นาที 75 เชลซีขึ้นนำเป็นครั้งที่ 3 เอเด็น อาซาร์ ตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงไป เก็บตกจังหวะสองจากลูกเตะมุม ก่อนหวดด้วยซ้ายหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเรียดเข้าประตูไป
นาที 80 สกอร์ขยับเป็น 4-2 เนมานย่า มาติช ยิงไกล 30 หลา บอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมซ้ายมืออย่างสุดสวย ชนิด ฮูโก้ ยอริส นายด่านสเปอร์สได้แต่ยืนมอง
หมดเวลาการแข่งขัน เชลซี เอาชนะ สเปอร์ส 4-2 ผ่านเข้าไปรอชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 27 พ.ค. 2017 ต่อไป โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อาร์เซน่อล หรือ แมนฯ ซิตี้ ที่จะลงฟาดแข้งกันพรุ่งนี้

อวยแรง! “สโคลส์” มั่น “แรชฟอร์ด” มีดีพอขึ้นทาบชั้น “เนย์มาร์”

พอล สโคลส์ ตำนานนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่าหัวหอกดาวรุ่งของทีมจะสามารถก้าวตามรอยแข้งระดับโลกอย่าง เนย์มาร์ จากบาร์เซโลน่า ได้
“เขาจะกลายเป็นสุดยอดหัวหอก ไม่ต้องมีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย” สโคลส์ กล่าว “ความกังวลเดียวของผมคือเขาขึ้นมาเร็วเกินไป และยูไนเต็ดเองก็ยังมีสไตรเกอร์ระดับท็อปถึง 2-3 คนตลอดเวลา”
“ดังนั้น มาร์คัส จึงอาจต้องถ่างออกไปยืนริมเส้น หากก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอกดูอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สิ สถิติของเขามันสุดยอดไปเลย”
“อีกทั้งผมยังคิดว่า มาร์คัส มีดีพอที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับนักเตะเช่น เนย์มาร์ ด้วย เพราะเขามีทุกอย่างพร้อมเพื่อเป็นสตาร์ของโลกในอนาคต”
โดยแข้งวัย 19 ปีได้แจ้งเกิดเมื่อปลายซีซั่นที่แล้วก่อนจะมีโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องให้ทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในปัจจุบัน

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เอ็นเข่าฉีกกระจุย ส่อแววพักยาว 1 ปีเต็ม !!

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้ามหาเทพแมนยู ถือว่าดวงแตกแบบสุด ๆ หลังจากที่เกมล่าสุดเจ้าตัวกระโดดโหม่งบอลตามปกติ ทว่าจังหวะลงมาผิดเหลี่ยมส่งผลให้หัวเข่าบิดต้องใช้เวลาพักฟื้นกว่า 8 – 12 กว่าจะกลับมาหายดี ขณะที่ มาร์กอส โรโฮ ที่บาดเจ็บจากเกมเดียวกันเบากว่าหน่อยต้องพักประมาณ 3-4 เดือน จากรายงานของ espnfc.com เมื่อ 22 เมษายน 2560ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กับ มาร์กอส โรโฮ นั้นได้รับบาดเจ็บจากในเกมที่ แมนยู เอาชนะ อันเดอร์เลชท์ ไปได้ 2-1 ในการแข่งขันยูโรป้า ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยทาง มาร์กอส โรโฮ นั้น เอ็นไขว้หน้าเข่าซ้ายฉีกขาดน่าจะต้องพักยาวถึงเดือนกันยายนเลยทีเดียว

ขณะที่ มหาเทพ อย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นั้นดวงแตกแบบฉุดไม่อยู่เพราะว่าได้รับบาดเจ็บหนักมาก เนื่องจากว่าทั้งเอ็นไขว้ด้านหน้า (ACL) และด้านหลัง (PCL) ของข้อเข่าข้างซ้ายขาดกระจาย ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า 8 – 12 เดือนเลยทีเดียว

ทั้งนี้ แมนยู จะรีบส่งตัว ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไปยังอเมริกาให้เร็วที่สุดเพื่อเข้ารับการผ่าตัดกับแพทย์มือฉมังทางด้านเอ็นโดยเฉพาะอย่าง นายแพทย์เฟร็ดดี้ เอช ฟู แห่งมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ต่อไป