ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ยันไม่เคยซื้อบริการเด็กสาว ลั่นผมนั่งสมาธิทุกวัน

a1_580ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชี้แจง หลังถูกแม่เด็กอ้างซื้อบริการลูกสาว ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ลั่นนั่งสมาธิทุกวันทั้งเช้า-ก่อนนอน

จากกรณีที่แม่เหยื่อค้ามนุษย์ซัดทอด อ้างว่าผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เคยซื้อบริการลูกสาวด้วย ซึ่งทาง พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลั่นว่าจะจับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (อ่านข่าว : แม่เด็กสาวแฉ ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน เคยซื้อบริการลูกสาว ศรีวราห์ ลั่นจับเหี้ยนทั้งจังหวัด !!)
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 25 เมษายน 2560 นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ใด ๆ ทั้งสิ้น ผมนั่งสมาธิกลางคืน 1 ชั่วโมง เช้า 1 ชั่วโมงทุกวัน ตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ ผมยังไม่เคยไปที่รีสอร์ทที่ถูกกล่าวหาเลย ไม่เคยเห็นหน้าเด็กคนนี้ด้วย เขาอาจจะเข้าใจผิดไป ก็ให้เข้ามาคุยกัน เรื่องฟ้องขอปรึกษาทางกฎหมายก่อน ผมเป็นผู้ว่าฯ ไม่ได้มีหน้าที่ไปเอาเรื่องราษฎร แต่มีหน้าที่ดูแลราษฎร คงต้องคุยกับแม่เด็กว่าใช่แน่ไหม ถ้าเขายืนยัน ผมก็ต้องป้องกันตัวเอง แต่ถ้าเข้าใจผิดผมก็ไม่ซีเรียส ความจริงคือความจริง

โปรดเกล้าฯ พ.อ.หญิง ธารินี-พ.อ.หญิง วิมล เป็นพลตรี

Untitled-6_35
ราชกิจจานุเบกษา เผยคำสั่ง โปรดเกล้าฯ พ.อ. หญิง ธารินี รอดสน และ พ.อ. หญิง วิมล ทองพายัพ เป็นผู้ชำนาญการ กรมราชองครักษ์ อัตรา พลตรี

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารให้แก่นายทหารชั้นสัญญาบัตรซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จํานวน 39 ราย โดย 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ประกอบด้วย
1. ว่าที่พันเอกหญิง วิมล ทองพายัพ เป็น พันเอกหญิง

2. ว่าที่พันเอกหญิง ธารินี รอดสน เป็น พันเอกหญิง

วันเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารชั้นนายพล ด้วย โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จํานวน 2 ราย ดังนี้

1. พันเอกหญิง ธารินี รอดสน เป็น พลตรีหญิง

2. พันเอกหญิง วิมล ทองพายัพ เป็น พลตรีหญิง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

Untitled-5_20
นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการ โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตร สังกัดหน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ รับราชการ จํานวน 2 ราย ดังนี้

1. พันเอกหญิง ธารินี รอดสน ตําแหน่ง ผู้อํานวยการกองกิจการวัง ฝ่ายอํานวยการ ประสานงานและกิจการพิเศษ ฝ่ายเสนาธิการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) เป็นผู้ชํานาญการ กรมราชองครักษ์ (อัตรา พลตรี)

2. พันเอกหญิง วิมล ทองพายัพ ตําแหน่ง ประจําหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) เป็นผู้ชำนาญการ กรมราชองครักษ์ (อัตรา พลตรี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

หมากเม่า ผลไม้พื้นบ้าน ขจัดสารพิษ ต้านมะเร็ง

makmao3
หมากเม่า (หมอชาวบ้าน)
โดย สุภาภรณ์ เลขวัต, อุบลวรรณา ศรีมงคลลักษณ์ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

หมากเม่า หรือ มะเม่า ผลไม้พื้นบ้านที่ให้ประโยชน์ได้หลายส่วน เป็นอีกหนึ่งตำรับยาไทยที่คนไทยควรรู้จัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antidesma thwaitesianum Muell.Arg

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ชื่อท้องถิ่น : มะเม่า ต้นเม่า (ภาคกลาง) หมากเม่า (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) หมากเม้า บ่าเหม้า (ภาคเหนือ) เม่า หมากเม่าหลวง (พิษณุโลก) มัดเซ (ระนอง) เม่าเสี้ยน (ลำปาง) เป็นต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2550)

makmao1

ลำต้น : หมากเม่าเป็นไม้พุ่มต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร เป็นไม้พื้นเมืองเนื้อแข็ง แตกกิ่งก้านเป็นจำนวนมาก กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มทรงกลม

ใบ : เป็นใบเดี่ยว สีเขียวสด ปลายและโคนมนกลมถึงหยักเว้า ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมันทั้ง 2 ด้าน แผ่นใบกว้าง 3.5-4.5 ซม. ยาว 5-7 ซม. แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ มักออกใบหนาแน่นเป็นร่มเงาได้อย่างดี

ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด คล้ายช่อพริกไทย จะออกตามซอกใบใกล้ยอดและปลายกิ่ง แยกเพศกันอยู่คนละต้น ยาว 1-2 ซม. ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมเหลือง มักจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

ผล : ผลหมากเม่ามีขนาดเล็กเป็นพวง ภายใน 1 ผลประกอบด้วย 1 เมล็ด ผลดิบสีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม มีรสเปรี้ยว พอสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและม่วงดำในที่สุด ผลสุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยวปนฝาดเล็กน้อย

ระยะเวลาออกดอกและติดผล : ออกดอกและติดผลช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ผลสุกช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
แหล่งเพาะปลูก

หมากเม่าพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยมักพบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และตามหัวไร่ปลายนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบได้มากที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง
คุณประโยชน์

ผลมะเม่าสุกมีปริมาณสารอาหาร วิตามิน กรดอินทรีย์ และกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด และเมื่อนำผลมะเม่าสุกมาทำการวิเคราะห์ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระจำพวกสารแอนโทไซยานินและสารกลุ่มโพลีฟีนอล พบว่า น้ำมะเม่า 100 กรัม มีสารแอนโทไซยานิน 299.9 มิลลิกรัม และสารโพลีฟีนอล 566 มิลลิกรัม ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ชะลอความแก่ชรา ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตันในสมอง และช่วยยับยั้งไม่ให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมหรือเปราะง่ายอีกด้วย
กากมะเม่าหลังจากการคั้นน้ำยังคงอุดมด้วยสารที่มีประโยชน์ ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่ามะเม่ามีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อเอชไอวี (กัมมาล และคณะ, 2546)
ตำรายาไทย

ใบและผล : ต้มน้ำอาบ แก้อาการซีดเหลือง โลหิตจาง

ใบ : ทาแก้ปวดศีรษะ แก้โรคผิวหนัง ใบสดนำมาอังไฟประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว

ผล : ทำยาพอก แก้ปวดศีรษะ แก้ช่องท้อง บวม ใช้ผสมน้ำอาบแก้อาการไข้

ต้นและราก : แก้กษัย บำรุงไต ขับปัสสาวะ แก้ตกขาว แก้ปวดเมื่อย

* ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร, 2550 ; วุฒิ วุฒิธรรมเวช, 2540 อ้างอิงโดย สำนักหอสมุดและสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550
น้ำมะเม่าพร้อมดื่ม

ส่วนผสม

น้ำมะเม่า 2 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
เกลือป่นเล็กน้อย

ขั้นตอนการทำ

1. นำมะเม่ามาล้างทำความสะอาด คั้นนาและกรองแยกกาก
2. นำส่วนผสมมาผสมให้เข้ากัน ปรับแต่งรสชาติตามชอบ แช่เย็นก่อนดึ่ม

พรมมิ สมุนไพรบำรุงความจำ อภ. พัฒนาเป็นอาหารเสริม

pommi
อภ. ต่อยอดงานวิจัยสมุนไพรพรมมิ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยชะลอความเสื่อมและบำรุงความจำ (องค์การเภสัชกรรม)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

องค์การเภสัชกรรมต่อยอดงานวิจัยสารสกัดสมุนไพรพรมมิ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง บำรุงสมองและความจำ ผ่านการทดสอบประสิทธิผลและความปลอดภัยแล้ว

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2557 นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่าองค์การฯ ได้นำผลงานวิจัย “พรมมิ สมุนไพรบำรุงความจำ” ซึ่งมี รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้าคณะวิจัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้ทำการศึกษาวิจัยสารสกัดสมุนไพรพรมมิที่ผลิตในรูปแบบเม็ดมาอย่างต่อเนื่องจนมีผลการศึกษาวิจัยที่น่าเชื่อถือได้นำมาต่อยอดพัฒนากระบวนผลิตในระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่การปลูกวัตถุดิบ การสกัดเพื่อให้ได้สารสำคัญด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน รวมทั้งการผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP จนได้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดสมุนไพร “พรมมิ บำรุงความจำ” ในรูปแบบเม็ดช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง บำรุงสมองและความจำ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในการดำเนินชีวิตในโลกสังคมข้อมูลข่าวสาร

นพ.สุวัช กล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยของ รศ.ดร.กรกนก ที่ได้ศึกษาไว้ ได้มีวิจัยและทดสอบอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ อาทิ มีการทดสอบเภสัชวิทยาและพิษวิทยา การทดสอบทางเภสัชวิทยาต่อการเรียนรู้และความจำในสัตว์ทดลอง พบว่า พรมมิสามารถป้องกันการสูญเสียความจำได้ และสามารถป้องกันการสูญเสียความจำในหนูที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะความจำเสื่อม

อีกทั้งผลการศึกษาทางพิษวิทยา(พิษเฉียบพลัน) พบว่าไม่มีหนูตายภายหลัง 2 สัปดาห์ ซึ่งบ่งบอกถึงความปลอดภัยของสารสกัดพรมมิ และผลการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังพบว่าไม่พบความผิดปกติเกิดขึ้นกับสัตว์ทดลอง การศึกษาทางพยาธิกายวิภาคและจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะ สมอง ตับ ไต และหัวใจของหนูทั้งหมดไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดสอบและกลุ่มควบคุม ส่วนการศึกษาพิษเรื้อรังพบว่าสารสกัดพรมมิไม่ได้ก่อให้เกิดพิษเรื้อรัง

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดพรมมิยังได้มีการศึกษาทางคลินิกในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดีอายุมากกว่า 55 ปี จำนวน 60 คน โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับยาหลอก กับกลุ่มที่ได้รับสารสกัดพรมมิ ขนาด 300 และ 600 มิลลิกรัมต่อวัน ในระยะเวลา 3 เดือน พบว่า สารสกัดพรมมิมีศักยภาพในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว เพิ่มสมรรถภาพด้านจิตใจ ทำให้เพิ่มการตื่นตัวต่อสิ่งเร้า มีสมาธิเพิ่มขึ้น คลายความซึมเศร้าเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และความทรงจำได้ดีขึ้น จากการศึกษาไม่พบความเป็นพิษและภาวะข้างเคียง

นพ.สุวัช กล่าวต่อไปว่า สมุนไพรพรมมิ (Brahmi) เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ขึ้นในที่น้ำชุ่ม มีดอกสีขาวหรือม่วงอ่อน มีบันทึกในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย เมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน มีสรรพคุณเด่นในด้านการบำรุงสมอง เพิ่มความจำ เพิ่มความสงบ ทำให้อ่อนวัย รวมถึงเป็นยาในตำรับอายุวัฒนะ ในประเทศไทยมีการรับประทานพรมมิเป็นอาหาร โดยใช้เป็นผักลวกจิ้มน้ำพริกและตำราสมุนไพรแผนโบราณใช้พรมมิ ในรูปแบบวัตถุดิบพรมมิผสมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ยาเขียว

ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวในตอนท้ายว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดสมุนไพร “พรมมิบำรุงความจำ” ที่นำผลงานวิจัยมาต่อยอดผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในระดับอุตสาหกรรมนี้เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอย่างกว้างขวางสมุนไพรพรมมิซึ่งเป็นสมุนไพรที่สามารถปลูกได้ในประเทศไทย ถือเป็นการลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบอีกด้วย

มะระขี้นก สรรพคุณเพียบ สมุนไพรใกล้รั้ว แก้พิษร้อน ต้านเบาหวานก็จัดให้

Bitter melons --- Image by © pasmal/amanaimages/Corbis

มะระขี้นก หนึ่งในสมุนไพรตระกูลมะระ สมุนไพรรสชาติขมปี๋ที่ให้ใครได้ยินชื่อก็ไม่อยากจะลอง แต่ถ้าไม่อยากพลาดของดีต้องลองอ่านสักนิดแล้วตัดสินใจใหม่

ขึ้นชื่อว่ามะระ ก็ต้องนึกถึงรสชาติขม ๆ ที่ไม่ต้องลิ้มลองก็รู้สึกขมไปถึงในคอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเจ้าพืชผักชนิดนี้น่ะก็มีประโยชน์ไม่น้อยเช่นเดียวกัน แม้แต่สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเจ้ามะระผลใหญ่ ๆ อย่างมะระขี้นก สรรพคุณของมันก็มีเพียบพร้อมไปตั้งแต่รากจนถึงเมล็ด วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาไปลัดเลาะรอบรั้ว ทำความรู้จักกับเจ้าพืชสมุนไพรใกล้ตัวชนิดกันให้กระจ่างไปเลยว่า ภายใต้รสชาติขม ๆ นั้นแอบซ่อนประโยชน์อะไรไว้บ้าง ถ้าได้ทราบแล้วบอกได้เลยว่าจะต้องรีบไปหามาปลูกไว้รับประทานกันแบบไม่มีข้อสงสัยกันอีกเลยล่ะ

มะระขี้นก ชื่อวิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ คืออะไร

มะระขี้นก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica charantia L. และมีชื่อเรียกทางภาษาอังกฤษไปอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Balsam apple, Balsam pear, Bitter cucumber, Bitter gourd, Bitter melon, Carilla fruit

โดยพืชชนิดนี้เป็นในตระกูลพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้เถา เช่นเดียวกับ บวบ แตงกวา โดยมะระขี้นกนั้นเป็น 1 ใน 2 สายพันธุ์ของมะระที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ มะระจีน และมะระขี้นก โดยมะระขี้นกจะมีผลเล็ก และขมกว่ามะระจีน โดยรสชาติขมของมะระนั้นก็มาจากสารเคมีที่ชื่อว่า Momodicine ขณะที่ส่วนใหญ่แล้วนิยมนำผลมะระขี้นกมารับประทานสดกับน้ำพริก หรือไม่ก็ลวกก่อนจะนำมารับประทาน หรือถ้าทนกับกลิ่นเหม็นเขียวและรสชาติขม ๆ ได้ ก็นำมาคั้นหรือปั่นรับประทานเป็นเครื่องดื่มได้เช่นกัน ทั้งนี้มะระขี้นกปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้ค่ะ

– พลังงาน 17 กิโลแคลอรี
– ไขมัน 1 กรัม
– ไฟเบอร์ 12 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 9.8 กรัม
– แคลเซียม 3 มิลลิกรัม
– โปรตีน 2.9 กรัม
– ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 9.4 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 2,924 ยูนิต
– วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 0.4 มิลลิกรัม
– ไทอามีน 0.07 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 190 มิลลิกรัม

และไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่เห็นคุณค่าของมะระขี้นก เพราะจริง ๆ แล้วสมุนไพรชนิดนี้ถูกใช้ในการรักษาโรคมานานนับพันปีไม่ว่าจะในทวีปเอเชีย แอฟริกา หรือแถบละตินอเมริกา ก็ล้วนแต่ใช้เจ้ามะระขี้นกนี้ในการบรรเทาและรักษาอาการของโรคต่าง ๆ อีกด้วย
มะระขี้นก สรรพคุณสุดเจ๋งภายในผลเล็ก ๆ

มะระขี้นกถือว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และวิตามินชนิดต่าง ๆ รวมทั้งไนอะซิน ที่ดีต่อร่างกาย ขณะที่สรรพคุณทางยาของมะระขี้นกเองก็ไม่ใช่น้อย ๆ เช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะส่วนไหนของมะระขี้นกก็สามารถช่วยรักษาอาการป่วยและโรคต่าง ๆ ได้ทั้งนั้นเลยล่ะ

* รากและเถา – ใช้แก้ร้อน แก้พิษ ถ่ายบิดเป็นเลือด หรือแม้แต่รักษาฝีบวมอักเสบ และปวดฟัน

* ใบ – ใช้รักษาโรคกระเพาะ บิด บรรเทาแผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิ

* ดอก – มีรสขมและเย็นจัด สามารถช่วยรักษาโรคบิดได้

* เมล็ด – ใช้เป็นยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ บำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง

* ผลสด – ใช้แก้พิษร้อน และอาการร้อนใน รักษาโรคบิด ตาบวมแดง บรรเทาแผลบวมเป็นหนองและฝีอักเสบ

* ผลแห้ง – ช่วยรักษาอาการของโรคหิด

ไม่เพียงสรรพคุณทางยาเท่านั้น สาร Momodicine ในมะระขี้นกก็ยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร และกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำและนอกจากสารเคมีชนิดนี้แล้ว ทางอายุรเวทยังได้มีการนำมะระขี้นกมาใช้ในการรักษาโรคตับ บรรเทาอาการของโรคเกาต์ และข้ออักเสบได้
มะระขี้นก กับเบาหวาน สมุนไพรโดดเด่นลดน้ำตาลได้ดีเยี่ยม

การศึกษาในปี 1962 ได้พบว่า สารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านอาการของโรคเบาหวานในหลาย ๆ กลไก ได้แก่ ช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ กระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาล และเพิ่มความทนทานจากกลูโคส และยับยั้งการหลั่งของกลูโคสในลำไส้เล็ก รวมทั้งยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส อันเป็นสาเหตุของอาการเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ

ที่น่ามหัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้นคือ มะระสามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทภายในร่างกายที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย ซึ่งถ้าหากรับประทานเป็นประจำก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้อีกด้วย

มะระขี้นก รักษางูสวัดได้จริงหรือ ?

อาจจะเคยได้ยินตำรายาโบราณกันมามากว่า ถ้าเป็นงูสวัดแล้วให้นำใบแก่ของมะระขี้นกมาตำพอแหลกแล้วพอกลงบนงูสวัด แต่ขอบอกเลยว่ายังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ใด ๆ ยืนยันว่าใบมะระขี้นกสามารถรักษางูสวัดได้ แต่ที่มีความเชื่อกันแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าตัวใบของมะระขี้นกเองก็มีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยบรรเทาอาการบวมอักเสบของงูสวัดได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อของงูสวัดได้ค่ะ

ข้อควรระวังในการรับประทานมะระขี้นก

ถึงจะมีสรรพคุณมากมาย แต่การรับประทานมะระขี้นกก็ยังมีข้อจำกัดในคนบางกลุ่ม เนื่องจากมะระขี้นกมีฤทธิ์เย็น การรับประทานมากไปอาจส่งผลเสียได้ เช่น สตรีมีครรภ์ เด็กหรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะระขี้นกโดยเด็ดขาด เนื่องจากมะระขี้นกมีสารที่ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง หากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ โดยเฉพาะคนท้องที่อาจจะเป็นอันตรายทั้งต่อตัวคุณแม่เองและเด็กในครรภ์

นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานมะระติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายเกิดการเสียสมดุล ควรเว้นระยะในการรับประทาน อีกทั้งผลสุกของมะระขี้นกก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลสุกของมะระขี้นกมีสารไซยาไนต์ และสารซาโปนินที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท รับประทานเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการระบบประสาทผิดปกติ ทำให้เกิดการอาเจียน ท้องร่วงหรือช็อกหมดสติได้ค่ะ

เห็นไหมล่ะคะว่าคำว่า “หวานเป็นลมขมเป็นยา” เป็นคำที่ถูกต้องที่สุดเลยล่ะ เพราะประโยชน์ของมะระขี้นกนั้นดีต่อร่างกายมากมายหลายอย่าง ยังไงไปตลาดสดคราวหน้าอย่าลืมซื้อมะระขี้นกมาลองรับประทานกันนะ หรือถ้าใครกินมะระขี้นกแบบเป็นผลสด ๆ ไม่ได้เพราะทำใจไม่ไหว ลองเริ่มด้วยการรับประทานมะระขี้นกแบบแคปซูลดูก่อนก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีแบบแคปซูลวางขายตามท้องตลาดอยู่เพียบ ลองเลือกดูสักทางจะได้เห็นว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสิ่งดี ๆ ที่ล้ำกว่ารสชาติยังไงล่ะ
รู้ไว้ใช่ว่า

มะระทำอย่างไรไม่ให้ขม ?

ไม่ว่าจะมะระสายพันธุ์ไหนก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความขมแทบทั้งนั้นจนบางคนอาจจะรับประทานแทบไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปค่ะ แค่เพียงใช้เกลือแกง โดยหากจะนำมะระไปต้มสุกก็ควรจะเติมเกลือแกงลงไปในน้ำที่ใช้ต้มมะระด้วยก็จะทำให้ความขมลดลง แต่ถ้าอยากรับประทานสด ๆ แต่ไม่อยากลิ้มรสชาติขม ๆ ก็เพียงนำมะระมาทำความสะอาด ผ่าครึ่งและควักเมล็ดออก จากนั้นนำมาคลุกกับเกลือแกงทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำไปล้างน้ำออก เกลือก็จะช่วยให้ดูดความขมออกไปได้ค่ะ

ถั่วเขียว ธัญพืชตัวน้อย สรรพคุณบิ๊กเบิ้ม ของดีที่อยากให้ลอง

greenbean1
ประโยชน์ของถั่วเขียว ที่อัดแน่นเต็มเมล็ด อาหารเพื่อสุขภาพใกล้ตัวที่หาง่าย จะเป็นของคาวก็ได้ ของหวานก็ดี ธัญพืชชนิดนี้บอกเลยท้าให้ลอง !

ถ้าจะพูดถึงถั่วที่คนนิยมรับประทานกัน ก็คงจะมองข้ามถั่วเขียวไปไม่ได้ เพราะถั่วเขียวอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ถั่วเขียวถูกนำมาทำเป็นของหวานหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วกวน ลูกชุบ หรือนำมาทำเป็นไส้ขนมต่าง ๆ อีกหลายชนิด แต่เคยทราบกันหรือไม่ว่าถั่วเขียวนั้นมีประโยชน์กับสุขภาพอย่างไร ถ้าอย่างนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับเจ้าถั่วชนิดนี้ให้มากขึ้น มาดูกันสิว่าพืชตระกูลถั่วชนิดนี้ที่มีขนาดเล็กจิ๋วจะมีคุณประโยชน์ใดที่น่าสนใจแอบซ่อนอยู่บ้างนะ

ถั่วเขียว (Green Bean หรือ Mung Bean) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phaseolus aureus L. เป็นพืชในตระกูลถั่ว เช่นเดียวกับถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแขก และถั่วพู มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบอินเดีย พม่า อินโดนีเซีย และไทย มีลักษณะเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อายุประมาณ 1 ปี ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 40 เซนติเมตร มีขนตามลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มี 3 ใบย่อย ลักษณะใบเป็นใบตั้ง รูปใข่ บ้างก็คล้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ ลักษณะดอกเหมือนดอกถั่วทั่วไป เป็นสีเหลือง ส่วนเมล็ดมีสีเขียวรูปกึ่งกลม โดยส่วนใหญ่แล้วถั่วเขียวมักถูกนิยมนำมาทำเป็นแป้ง วุ้นเส้น หรือนำไปนึ่งให้สุกแล้วกวนเป็นขนม นอกจากนี้ก็ยังนิยมนำไปเพาะเป็นต้นอ่อน หรือที่เรียกว่าถั่วงอก เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารอีกด้วย โดยถั่วงอกจะมีปริมาณวิตามินซีที่มากกว่าถั่วเขียวที่เป็นเมล็ด

Green_Bean_6

ทั้งนี้ถั่วเขียวต้มสุก 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– น้ำ 93.39 กรัม
– พลังงาน 21 กิโลแคลอรี
– โปรตีน 2.03 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 4.19 กรัม
– ไฟเบอร์ 0.8 กรัม
– น้ำตาล 2.84 กรัม
– แคลเซียม 12 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 0.65 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 14 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 101 มิลลิกรัม
– โซเดียม 10 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.47 มิลลิกรัม
– ไธอะมีน 0.05 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน 0.1 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม
– โฟเลต 29 ไมโครกรัม
– วิตามินซี 11.4 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 6 0.05 มิลลิกรัม
– วิตามินอี 0.07 มิลลิกรัม
– วิตามินเค 22.7 ไมโครกรัม

ประโยชน์ของถั่วเขียว สรรพคุณสุดบิ๊กเบิ้ม ในธัญพืชตัวจิ๋ว
1. ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันโรคหัวใจ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Human and Experimental Toxicology เมื่อปี 2011 พบว่า การรับประทานถั่วเขียวสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL Cholerterol) และช่วยยับยั้งภาวะออกซิเดชั่นของไขมันที่จะไปทำลายหลอดเลือดได้ และเมื่อระดับคอเลสเตอรอล LDL ลดลง ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจก็ลดลงด้วย เนื่องจากคอเลสเตอรอลชนิด LDL หากเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีพอ ทำให้หัวใจต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือด และก่อให้เกิดโรคหัวใจในที่สุดค่ะ

2. ป้องกันท้องผูก

ถั่วเขียวเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายได้ เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก หรือท้องอืด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะลำไส้แปรปรวนได้อีกด้วย โดยในประเทศอินเดียได้นำถั่วเขียวมาปรุงกับขมิ้น ผักชี ยี่หร่า และขิง เพื่อเป็นยารักษาอาการปวดท้องเนื่องจากท้องผูกด้วยนะคะ

3. ป้องกันภาวะการติดเชื้อ

ด้วยปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในถั่วเขียวที่มีมากไม่แพ้ซูเปอร์ฟู้ดชนิดอื่น จึงทำให้ถั่วเขียวมีฤทธิ์ในการป้องกันการติดเชื้อ และการอักเสบภายในร่างกายได้ ส่งผลให้ความเสี่ยงอาการเจ็บป่วย และโรคภัยต่าง ๆ ลดลง

4. เป็นอาหารล้างพิษ

อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่มาจากไฟเบอร์ในถั่วเขียวก็คือการล้างพิษให้ลำไส้ เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์เข้าไปมาก ๆ ไฟเบอร์เหล่านั้นจะไปช่วยจัดสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับถ่ายสารพิษออกมา เมื่อลำไส้สะอาดขึ้นก็จะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีมากขึ้น สุขภาพก็แข็งแรงขึ้น

5. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่ต้องพิถีพิถันกับการเลือกอาหารมากกว่าคนทั่วไป ถั่วเขียวถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะค่ะ เพราะถั่วเขียวเป็นอาหารที่มีระดับน้ำตาลที่ต่ำ เมื่อรับประทานแล้วปริมาณน้ำตาลในถั่วเขียวก็จะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วย นอกจากนี้ถั่วเขียวยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยมีการศึกษาที่ทำการทดลองกับหนูพบว่า เมื่อให้หนูกินสารสกัดจากถั่วเขียวเข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูลดลง อีกทั้งระดับการตอบสนองของอินซูลินต่อน้ำตาลในเลือดก็ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงเมนูถั่วเขียวที่มีน้ำตาลสูง เช่น ถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือขนมหวานที่ทำจากถั่วเขียวจะดีที่สุดค่ะ

6. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุสำคัญของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของร่างกายก่อนวัย โดยวิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งถั่วเขียวก็เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมายไม่แพ้ซูเปอร์ฟู้ดชนิดอื่น ๆ รู้แบบนี้แล้ว อยากสุขภาพดี ไม่ดูแก่ก่อนวัย ก็ต้องรับประทานถั่วเขียวกันนะคะ

7. บำรุงครรภ์ให้แข็งแรง

โฟเลต เป็นสารอาหารสำคัญที่พบได้ในถั่วเขียว ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสังเคราะห์ DNA และการเจริญเติบโตของเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยควบคุมการทำงานของสมอง สมดุลของฮอร์โมน และระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ การรับประทานโฟเลตอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันภาวะพิการในทารก และการคลอดก่อนกำหนด รวมทั้งป้องกันการแท้งบุตรได้อีกด้วย

8. ป้องกันภาวะโลหิตจาง

ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับระบบโลหิต หากร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กในช่วงมีประจำเดือน และช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งถั่วเขียวก็เป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กอยู่ไม่น้อย เหมาะสำหรับรับประทานเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้กับร่างกาย โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริมที่มีราคาแพงค่ะ
9. ป้องกันโรคมะเร็ง

จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมแห่งชาติจีนพบว่า ถั่วเขียวมีระดับโพลีฟีนอล และโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide) สูง ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และป้องกันไม่ให้เกิดเนื้อร้าย ขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระในถั่วเขียวก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายและกลายเป็นเซลล์มะเร็งอีกด้วย

10. บำรุงผิวพรรณ และเส้นผม

สาว ๆ คนไหนที่อยากจะมีผิวพรรณเปล่งปลั่งและสุขภาพผมดี ถั่วเขียวช่วยคุณได้ค่ะ เพราะถั่วเขียวอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมาย ซึ่งช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดูเปล่งปลั่ง อีกทั้งยังช่วยให้หนังศีรษะแข็งแรง ผมไม่หลุดร่วงง่ายอีกด้วย ถ้าสนใจอยากลองบำรุงผมและผิวหน้าด้วยถั่วเขียวละก็ ลองหยิบสูตรเหล่านี้ไปใช้ดูค่ะ

Green_Bean_4

สูตรพอกหน้าด้วยถั่วเขียว

ส่วนผสม

– เมล็ดถั่วเขียว
– น้ำอุ่น

วิธีใช้

1. นำถั่วเขียวมาบดเป็นผงละเอียด
2. เติมน้ำอุ่นผสมกับผงถั่วเขียว คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีม
3. นำมาพอกบนใบหน้าทิ้งไว้จนแห้งประมาณ 10 นาที
4. นวดบริเวณที่พอกหน้าไว้ให้ทั่วเพื่อเป็นการสครับ แล้วล้างออกให้สะอาด

สูตรหมักผมด้วยถั่วเขียว

ส่วนผสม

– เมล็ดถั่วเขียว
– น้ำชาเขียวแบบไม่ผสมน้ำตาล
– น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันอัลมอนด์
– โยเกิร์ต

วิธีใช้

1. นำเมล็ดถั่วเขียวมาบดเป็นผงให้ละเอียด
2. เติมน้ำชาเขียวลงในถั่วเขียวเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีมข้นเหนียว
3. เติมน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์ ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
4. เติมโยเกิร์ตลงไป 2/3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออก

11. ย่อยง่าย

สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการปวดท้อง หรือท้องเสีย ถั่วเขียวถือเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะย่อยง่าย และอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็จะทำให้รู้สึกอิ่มแบบไม่หนักท้องจนเกินไปค่ะ

12. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

สารไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient) ที่อุดมอยู่ในถั่วเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้ จึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้การรับประทานถั่วเขียวยังช่วยกระตุ้นการดูดซึมสารอาหารที่มีส่วนในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

13. ลดอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS)

สาว ๆ ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือนเป็นประจำทุกเดือนต้องรักถั่วเขียวมากขึ้นแน่นอน เพราะถั่วเขียวมีวิตามินบี 6 วิตามินบี และโฟเลต ที่ช่วยควบคุมไม่ให้ระดับฮอร์โมนแปรปรวน อันเป็นสาเหตุของอาการก่อนมีประจำเดือน นอกจากนี้ก็ยังช่วยบรรเทาอาการที่เกิดในช่วงมีประจำเดือน อย่างอาการปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน ปวดหัว ปวดตามกล้ามเนื้อ และอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย

14. ช่วยลดน้ำหนัก

ถั่วเขียวถือเป็นอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดีไม่แพ้ธัญพืชชนิดอื่น ๆ เพราะถั่วเขียวมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ช่วยให้อิ่มท้อง และอิ่มนานขึ้น จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องปริมาณน้ำตาลในเมนูถั่วเขียวด้วยนะ

15. บำรุงกระดูก

อย่าเพิ่งคิดว่าจะมีแค่ถั่วเหลืองเท่านั้นที่มีแคลเซียมสูง เพราะถั่วเขียวเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามินเคเช่นกัน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ดังนั้นการรับประทานถั่วเขียวก็เหมือนกับการบำรุงกระดูกให้แข็งแรงไปในตัว ถ้าใครไม่ชอบดื่มนมถั่วเหลือง หรือรับประทานเต้าหู้ ลองหันมากินถั่วเขียวก็ได้นะคะ

นอกจากประโยชน์ข้างต้น ในฐานะพืชสมุนไพร ถั่วเขียวยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ไม่ว่าจะช่วยบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ช่วยขับปัสสาวะ แก้เหน็บชา หากนำไปต้มกับเกลือแล้วนำมาอมก็สามารถรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วยล่ะค่ะ
เมนูถั่วเขียว ของอร่อยทำง่ายได้ประโยชน์เพียบ

Green_Bean_7

ถั่วเขียว เป็นธัญพืชที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวและหวาน แถมยังสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้อีกด้วย ใครที่กำลังสนใจอยากลองลิ้มชิมรสถั่วเขียวละก็ ลองมาดูเมนูเหล่านี้กันเลยค่ะ

– ถั่วเขียวต้มน้ำตาล สูตรขนมหวานโปรตีนสูงจากธัญพืชต้นทุนต่ำ
– ขับพิษ แก้ร้อนในด้วยน้ำถั่วเขียว
– ถั่วเขียวต้มน้ำเก๊กหล่อ ขนมหวานโปรตีนเลอค่า รสเข้มจากพลังสมุนไพร
– บัวลอยถั่วเขียว ขนมไทยหน้าฝนของคนรักสุขภาพ
– ขนมถั่วกวน ขนมไทยสุดง่ายกับวัตถุดิบแค่ 3 อย่าง
– เต้าส่วน ขนมไทยทำง่าย อุปกรณ์น้อย อร่อยเหนียว ๆ
– ซุปถั่วเขียว โปรตีนจากถั่วสำหรับกรุ๊ปเลือด A
– ลูกชุบหลากสี ขนมไทยสีสวยชวนรับประทาน

ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วเขียว

แม้ถั่วเขียวจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร แต่สำหรับคนที่มีอาการแพ้ถั่วนั้นควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เพราะถั่วเขียวเป็นพืชในตระกูลถั่วเช่นเดียวกับถั่วเหลือง และถั่วลิสง หากใครที่มีอาการแพ้ถั่วทั้ง 2 ชนิดนี้ ควรหลีกเลี่ยงถั่วเขียวด้วยเพื่อความปลอดภัยค่ะ นอกจากนี้หากในบ้านมีเด็กเล็ก ก็ควรเก็บถั่วเขียวไว้ให้ห่างจากมือเด็ก เพราะขนาดที่เล็กของเมล็ดถั่วเขียว หากเด็กนำใส่ปากอาจติดคอและหลอดลมจนเป็นอันตรายได้ค่ะ

ได้เห็นคุณประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของเจ้าถั่วเขียวกันแล้ว ก็อย่าพลาดที่จะให้ถั่วชนิดนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกเพื่อสุขภาพนะคะ แต่ก็อย่ามุ่งแต่หาอาหารที่มีประโยชน์กินเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าอยากจะสุขภาพดีแบบจัดเต็มก็ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย ถึงจะครบสูตร

น้ำขิง ประโยชน์แจ่มจริง ๆ ดื่มทุกวันยิ่งดีเลย

big_4
น้ำขิง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกชนิดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะประโยชน์ของขิงเด็ดดวงจริง ๆ ยิ่งดื่มเป็นประจำจะช่วยแก้ได้หลายอาการเลย

ขิงเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่บ้านเราใช้ทั้งทำอาหาร ใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร หรือนำมาทำเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายก็ได้ และหากใครกำลังมองหาเครื่องดื่มที่จะช่วยเพิ่มความเฮลธ์ตี้ได้อย่างเต็มที่ แนะนำเป็นน้ำขิงแก้วนี้นี่ล่ะค่ะ เพราะขิงมีสรรพคุณแจ่ม ๆ ตามนี้เลยนะ รู้ยัง ?

1. ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด

สารประกอบฟีโนลิกในขิงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำไส้ พร้อมทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ขิงยังมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างอ่อน ส่งผลให้อาการท้องอืด แน่นท้อง และอาการท้องเฟ้อบรรเทาลงได้

2. บรรเทาอาการคลื่นไส้

ฤทธิ์ร้อนของขิงเป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่ได้รับสารเคมีหรืออาหารแสลงบางอย่างมา นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Support Care Cancer เมื่อปี 2012 ยังบอกด้วยว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันจะสามารถลดอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ด้วยนะคะ

3. ช่วยลดน้ำหนัก

ผลการศึกษาของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Pharmaceutical Society of Japan ในปี 2008 พบว่า ขิงมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ จึงมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้น้ำขิงอุ่น ๆ ยังสามารถช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก รวมทั้งลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสาเหตุของความเครียด อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายบริโภคไขมันมากขึ้นจนทำให้น้ำหนักขึ้นได้อีกด้วย

4. ฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย

จากการทดลองน้ำที่ได้จากการแช่ขิงพบว่า น้ำขิงสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารจิงเกอร์รอลในขิงยังมีอานุภาพมากพอจะลดโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ของร่างกายได้โดยเฉพาะหากเราดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวัน สารจิงเกอร์รอลจะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโรคหวัดและอาการไข้ได้อย่างเต็มที่ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคหวัดได้ง่าย ๆ

5. บำรุงรักษาสุขภาพช่องปาก

สารจิงเกอร์รอลของขิงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากด้วยนะคะ โดยมีส่วนช่วยกำจัดเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและคราบพลัคในช่องปากเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเชียวล่ะ

6. ช่วยลดอาการอักเสบ

ขิงอุดมไปด้วยสารต้านการอักเสบ และสารต้านอนุมูลอิสระก็ค่อนข้างสูงนอกจากนี้ในขิงยังมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอสไพริน และยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในร่างกาย ดังนั้นหากดื่มน้ำขิงเป็นประจำ ก็จะช่วยป้องกันการอักเสบในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

7. เป็นยาลดปวด

อย่างที่บอกว่าสารจิงเกอร์รอลมีฤทธิ์แรงกว่ายาแอสไพรินซะอีก ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาจาก University of Georgia ที่พบว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมีส่วนช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกายได้ราว ๆ 25% เลยจ้า

8. แก้ปวดประจำเดือน

คุณสมบัติข้อนี้ของขิงเป็นสิ่งที่สาว ๆ ทุกคนคู่ควรอย่างแรง โดยผลการศึกษาจาก University of Georgia พบว่า นอกจากขิงจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวได้แล้ว น้ำขิงยังมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้ราว ๆ 47% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการท้องเสียที่สาว ๆ บางคนอาจจะเป็นระหว่างวันแดงเดือดได้ด้วยนะจ๊ะ
9. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

การศึกษาใน British Journal of Nutrition ระบุว่า น้ำขิงมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งในน้ำขิงยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และยังมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่จะชวยลดโอกาสเกิดเซลล์มะเร็งร้ายได้

เห็นไหมล่ะว่าการดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมันดียังไง และหากใครยังคิดไม่ออกว่าจะดื่มน้ำขิงทุกวันแบบไหนให้ไม่น่าเบื่อ วันนี้เราก็มีเมนูน้ำขิงมาให้เลือกกันตรงนี้เลย

– น้ำขิงมะนาว สูตรนี้ได้คุณค่าจากสมุนไพรคูณสอง !
– น้ำขิงมะนาวโซดา เรียกคืนความสดชื่นให้ร่างกาย
– น้ำขิงปั่นตะไคร้หอม ดื่มเพลิน ๆ แก้จุกเสียด
– บัวลอยน้ำขิง ของหวานเพื่อสุขภาพ เสิร์ฟร้อน ๆ

เลือกน้ำมันประกอบอาหารอย่างคน “รู้จริง” สุขภาพดีไม่หนีไปไหน

bran
คนในยุคนี้ตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น หันมาลงมือทำอาหารทานเองและให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันประกอบอาหารที่ต้องคัดสรรว่าดีต่อสุขภาพ แต่ผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อสุขภาพในตลาดมีให้เลือกอย่างนับไม่ถ้วน และยังมีการแชร์ข้อมูลเรื่องน้ำมันต่างๆ นานาอีกมากมายในโลกโซเชียลจนทำให้ผู้บริโภคสับสน ไม่รู้ว่าจะเลือกน้ำมันอะไรที่จะดีต่อสุขภาพจริงๆ

ขอบอกเลยว่าเรื่องนี้…ต้องคน “รู้จริง” เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ ! คำว่า “รู้จริง” ในที่นี้ก็คือ รู้ในข้อมูลที่ถูกต้องโดยมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน หรือมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง

ขอยกตัวอย่าง “น้ำมันรำข้าวคิง” ผู้นำด้านน้ำมันรำข้าวมาตลอด 40 ปี และเป็นหนึ่งในน้ำมันเพื่อสุขภาพที่คนเฮลธ์ตี้นิยมใช้ประกอบอาหาร ได้ออกแคมเปญ “รู้จริง เลือกคิง” ที่เปิดเผยข้อมูลคุณประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวคิง รุ่นพรีเมี่ยม ชนิดโอรีซานอล 6,000 พีพีเอ็ม (King Rice Bran Oil – Oryzanol 6,000 ppm) ผ่านผู้รู้จริง 7 คนในรูปแบบซีรีส์คลิป 7 เรื่อง ซึ่งจะทยอยนำออกสู่สายตาผู้บริโภคในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง นำทีมโดย คุณโอปอล์-ปาณิสรา อารยะกุล นักแสดงและพิธีกรมืออาชีพ ซึ่งใครๆ ต่างก็รู้จักความเป็นตัวจริงของคุณโอปอล์อยู่แล้วนะคะ ว่าเธอคือตัวจริงในทุกๆ เรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นงานในวงการทุกชิ้น หรือธุรกิจทุกอย่าง เธอจะศึกษาให้รู้จริงก่อนลงมือทำ เช่นเดียวกับน้ำมันประกอบอาหาร เธอก็เลือกน้ำมันรำข้าวคิง เพราะมั่นใจทั้งคุณค่าและความปลอดภัยของคิง โดยมีงานวิจัยจากสถาบันที่น่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศสนับสนุนจุดเด่นของน้ำมันรำข้าวคิงอย่างชัดเจน

ไปดูนวัตกรรมสุดเจ๋ง หยดน้ำกินได้ เปลี่ยนมิติใหม่ของการดื่มน้ำ แถมยังช่วยลดมลพิษ

oohowater1เปลี่ยนรูปแบบการดื่มน้ำแบบเดิม ๆ ด้วยนวัตกรรมสุดเจ๋ง หยดน้ำกินได้ ลดปริมาณการใช้ขวดน้ำพลาสติก ลดขยะ ลดมลพิษ ช่วยลดภาวะโลกร้อน

ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศพยายามที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาเพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติก อันก่อให้เกิดมลพิษนำไปสู่ภาวะโลกร้อน ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2560 เว็บไซต์ The Science Time เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับนวัตกรรมสุดทึ่งที่ชื่อว่า โอ้โฮ (Ooho) หรือหยดน้ำกินได้ ซึ่งจะมาเปลี่ยนรูปแบบการดื่มน้ำแบบเดิม ๆ จากขวดพลาสติก และที่สำคัญสามารถช่วยลดปริมาณขยะได้มากเลยทีเดียว

โอ้โฮ เป็นผลิตภัณฑ์บรรจุน้ำดื่มขนาดเล็กทรงกลม ลักษณะคล้ายหยดน้ำ ถูกคิดค้นผลิตขึ้นโดยบริษัทสตาร์ทอัพชื่อ สคิปปิง ร็อคส์ แล็บ (Skipping Rocks Lab) ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่ออกมาได้สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถกินเข้าไปได้ทั้งหมด ทั้งน้ำและเปลือกหุ้ม เปลี่ยนมิติการดื่มน้ำจากภาชนะแบบปกติไปอย่างสิ้นเชิง

ซนอีกแล้ว ! พลายสีดอแก้ว แอบมากินผลไม้ชาวบ้าน-ลงเล่นน้ำสบายใจเฉิบ

kew7ก็มันร้อนนน.. ช้างป่าพลายสีดอแก้ว แอบมากินผลไม้ชาวบ้านอีกแล้ว แถมลงเล่นน้ำในสระ ดำผุดดำว่ายสบายใจเฉิบ โดยที่ไม่มีท่าทีดุร้ายใด ๆ ทำชาวบ้านโกรธไม่ลงเลยทีเดียว

วันที่ 19 เมษายน 2560 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ได้รับแจ้งชาวบ้าน ต.ชากไทย อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ว่า พลายสีดอแก้ว ช้างป่าแสนซนได้เดินลัดเลาะแนวป่าจากพื้นที่ อ.แก่งหางแมว เข้ามาเล่นน้ำในสระน้ำของชาวบ้าน และแอบกินผลไม้อีกด้วย โดยหลังรับแจ้งทางเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมาตรวจสอบทันที

ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงพบพลายสีดอแก้วกำลังเล่นน้ำดำผุดดำว่ายในสระน้ำของชาวบ้านอย่างเพลิดเพลิน ซึ่งชาวบ้านบอกว่าไม่รู้สึกหวาดกลัว หรือโกรธเคืองช้างป่าแสนซนตัวนี้ เนื่องจากพลายสีดอแก้วไม่มีท่าทีดุร้ายใด ๆ แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังคงจัดกำลังเฝ้าดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้าน เพื่อป้องกันชาวบ้านได้รับอันตรายอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ชาวบ้านยังเผยด้วยว่า ช้างป่าพลายสีดอแก้วมาคราวนี้ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมากมาย และยังไม่อยากให้ทางเจ้าหน้าที่พาพลายสีดอเเก้วกลับคืนสู่ป่า แต่อยากจะให้เจ้าช้างป่าแสนซนตัวนี้อยู่บริเวณนี้ไปก่อน