10 ที่เที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ ต้อนรับเดือนแห่งความโรแมนติก

ที่เที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ ใครกำลังหาสถานที่ท่องเที่ยวไทยสวย ๆ เพื่อจะไปเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ มาดูแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ได้เลย รับรองว่าเต็มอิ่มและฟินกับบรรยากาศโรแมนติกแน่นอน ไปกับใครก็ประทับใจไม่รู้ลืม

เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกมากที่สุด นั่นก็เพราะว่ามีวันสำคัญอย่างวันวาเลนไทน์อยู่ในเดือนนี้นั่นเอง และเพื่อเป็นการเอาใจคนรักการเที่ยว วันนี้เราจึงได้คัดสรรสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ในเมืองไทยมาฝากกันค่ะ เป็นที่เที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ที่ไม่อยากให้พลาดเลยทีเดียว จะมีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง จูงมือคนข้าง ๆ มาอ่านด้วยกันเลย ^_^
1. เที่ยวไร่สตรอว์เบอร์รี อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวสตรอว์เบอร์รีเชียงใหม่ โดยเฉพาะในอำเภอสะเมิง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากจะมีการให้นักท่องเที่ยวได้เดินเที่ยวชมไร่แล้ว ในช่วงกลางเดือนก็มักจะมีงานเทศกาลสตรอว์เบอร์รีสะเมิง โดยภายในงานก็จะมีสตรอว์เบอร์รีสด ๆ ราคาถูก รวมทั้งสินค้าแปรรูปจากสตรอว์เบอร์รี อีกทั้งสินค้าพื้นเมืองอื่น ๆ อีกมากมาย มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ใครที่เป็นสาวกสตรอว์เบอร์รี บอกเลยว่าไม่ควรพลาด
2. เก็บองุ่นที่ไร่องุ่น เขาใหญ่-วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะช่วงนี้ผลองุ่นจะแข่งกันออกมาเต็มช่อ ห้อยเต็มสวน เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นของแต่ละไร่ในบริเวณเขาใหญ่และวังน้ำเขียว ซึ่งมีหลายไร่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมการตัดผลองุ่น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการจัดกิจกรรมสนุก ๆ และดินเนอร์กับบรรยากาศสุดเงียบสงบของไร่องุ่นอีกด้วย
3. ชมความอลังการของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เส้นทางดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นอีกหนึ่งสีสันในช่วงปลายฤดูหนาว เข้าสู่ฤดูร้อน โดยดอกชมพูพันธุ์ทิพย์กว่าร้อยต้น จะพากันบานเป็นสีชมพูสะพรั่งตลอดแนวถนนหน้าโรงเรียนสาธิต ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งโดยรอบก็จะเป็นท้องทุ่งนา พร้อมแปลงเกษตรของนักศึกษา มีบรรยากาศร่มรื่น โรแมนติกสุด ๆ โดยการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์นั้น จะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ละปีก็จะบานไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สามารถติดตามการบานของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ได้ที่เฟซบุ๊ก ชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯกำแพงแสน
4. ดูโลมาสุดน่ารัก บริเวณบ้านท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

หากใครอยากชมปลาโลมาแบบใกล้ชิด ไม่ต้องไปที่ไหนไกลค่ะ แค่จังหวัดฉะเชิงเทราแค่นี้เอง โดยสามารถไปเที่ยวชมได้บริเวณเชิงสะพานเทพหัสดิน (สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง) ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือจะนั่งเรือออกไปบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงก็ได้ จะมีปลาโลมากว่า 100 ตัว มาแหวกว่ายให้เราได้ชมกัน อันที่จริงนั้นปลาโลมาจะอพยพมาอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และจะมีให้เที่ยวชมได้ถึงประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น
5. ชมดอกชมพูภูคา ที่เดียวในไทย ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ดอกชมพูภูคา เป็นพรรณไม้หายาก ซึ่งจะพบเพียงบริเวณเดียวในเมืองไทยเท่านั้น นั่นก็คือ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน โดยจะเริ่มบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม โดยจะมีดอกเป็นสีชมพู สวยงามสะพรั่ง นอกจากนี้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคายังมีที่เที่ยวธรรมชาติให้ได้ไปเที่ยวชมกันอีกด้วย
6. เซลฟี่กับดอกเบญจมาศหลากสีสันที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นที่ทราบกันดีว่าวังน้ำเขียว เป็นแหล่งปลูกดอกเบญมาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยในทุก ๆ ปี จะมีการจัดงานเทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงดอกเบญจมาศหลากสีสัน รวมทั้งดอกไม้เมืองหนาวอื่น ๆ อีกมากมาย และในปีนี้เทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอกจะมีตั้งแต่วันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2560
7. พิชิตขอบฟ้าที่เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช 7. พิชิตขอบฟ้าที่เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช
8. นอนโฮมสเตย์ ชมธรรมชาติ ณ บ้านปง-ห้วยลาน สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านปง-ห้วยลาน ตั้งอยู่ที่ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงเวลาที่อากาศยังคงหนาวเย็น และนักท่องเที่ยวไม่วุ่นวายเท่ากับช่วงปีใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาที่น่ามาเยี่ยมเยือนที่นี่มาก ๆ นักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมธรรมชาติสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำห้วยลาน ได้ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ พร้อมทั้งเรียนรู้งานหัตถกรรมของชาวบ้านในท้องถิ่น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอาหารพื้นเมืองสุขภาพดีไว้รอต้อนรับอีกด้วย
9. อลังการงานบอลลูนนานาชาติ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย งานบอลลูนนานาชาติ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เป็นอีกหนึ่งเทศกาลท่องเที่ยวที่ไม่อยากให้พลาด มีให้เที่ยวชมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พอดิบพอดี ซึ่งจะมีบอลลูนจากหลากหลายประเทศมาร่วมแข่งขัน และจัดแสดง มีการโชว์แสง สี เสียงบอลลูนริมทะเลสาบยามค่ำคืนสุดอลังการ รวมทั้งยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมากมาย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถที่จะไปเที่ยวชมในจุดอื่น ๆ ภายในสิงห์ปาร์คได้อีกด้วย ในปีนี้งาน Singhapark Chiangrai International Balloon Fiesta 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2560
10. ท้องทะเลอันดามัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเที่ยวทะเลอันดามันมากที่สุดอีกหนึ่งเดือน ในช่วงนี้อากาศจะยังเย็นสบาย คลื่นลมสงบ ท้องฟ้าแจ่มใส และยังสามารถดำดิ่งลงไปชมความสวยงามของปะการังและปลาต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียว ที่เที่ยวทะเลในอันดามันที่น่าสนใจ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน, เกาะหลีเป๊ะ, เกาะไข่, หมู่เกาะห้อง เป็นต้น

ไวรัสตับอักเสบ เอ ดูดน้ำหลอดเดียวกันก็เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย ๆ

ไวรัสตับอักเสบ เอ โรคติดต่อที่มักจะได้รับเชื้อจากอาหารการกิน และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงตายได้ เพียงแค่ดูดน้ำจากหลอดของคนที่มีเชื้อ !

ไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งไวรัสที่ทำให้เกิดอาการตับอักเสบก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทั้งไวรัสตับอักเสบ เอ ไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี ไปจนถึงไวรัสตับอักเสบ จี ทว่าในวันนี้เราจะขอพาทุกคนมาเจาะลึกกับโรคไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ซึ่งเราจะมาดูกันค่ะว่า โรคไวรัสตับอักเสบ เอ อันตรายแค่ไหน มีวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ไหม และวิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ต้องทำยังไงบ้าง
ไวรัสตับอักเสบ เอ มารู้จักกันหน่อย

เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Hepatitis A Virus (HAV) เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากมักจะพบการระบาดของโรคในพื้นที่ที่มีการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมไม่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าในพื้นที่ที่มีการสุขาภิบาลดี ก็พบการระบาดของไวรัสตับอักเสบ เอ ได้เช่นกัน ซึ่งก็คาดว่าการถ่ายทอดโรคมักจะเกิดกับคนในครอบครัวเดียวกัน เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ เอ ในระยะเฉียบพลัน หรืออาจเกิดการระบาดในศูนย์เลี้ยงเด็ก ค่ายทหาร เป็นต้น

ไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากอะไร

ภาวะตับอักเสบ เกิดจากเนื้อเยื่อของตับเกิดการอักเสบ โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือเนื้อเยื่อของตับถูกทำลายจากสารเคมีและยาบางชนิด ทว่าสาเหตุของภาวะตับอักเสบที่พบได้บ่อยมักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไวรัสที่เป็นตัวก่อโรคอักเสบก็มีหลายชนิดด้วยกัน แต่ไวรัสที่สำคัญและพบการระบาดค่อนข้างบ่อยที่สุดคือ เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
ไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อจากทางไหนได้บ้าง ดูดน้ำหลอดเดียวกันก็เสี่ยง ?!

ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ สามารถติดต่อได้จากระบบทางเดินอาหาร จากการรับประทานอาหาร ดื่มนม หรือน้ำที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งอย่างน้ำลาย หรืออุจจาระของคนที่มีเชื้อโรคนี้ (ไม่ต่างจากการติดต่อของโรคบิด อหิวาต์ และไทฟอยด์) ดังนั้นหากกินอาหารร่วมกับผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ โดยไม่ใช้ช้อนกลาง หรือแม้กระทั่งดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดร่วมกันกับผู้มีเชื้อก็อาจติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ รวมไปถึงการติดเชื้อเพราะรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้เตรียมอาหาร ซึ่งเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ เอ ด้วย

นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ยังอาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ทำให้สุกดี หรือมีการจับต้องอาหารภายหลังจากการปรุงสุกจนทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรค รวมไปถึงเชื้อที่มาจากนม สลัด หอยปรุงไม่สุก ที่เก็บจากน้ำบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ด้วย

ทั้งนี้หากเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วต่อไปยังตับ น้ำดี เข้าสู่ลำไส้ ก่อนเชื้อจะปะปนออกมาทางอุจจาระ หากเชื้อนี้ไปปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม คนที่รับประทานเข้าไปก็จะติดโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ต่อไป ไวรัสตับอักเสบ เอ อาการเป็นอย่างไร

อาการของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชนิด เอ มักจะมีอาการเริ่มแรกอย่างปัจจุบันทันด่วนมากกว่าอาการที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น ๆ โดยผู้ป่วยเด็กเล็กที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ จะมีอาการเพียงเล็กน้อย บางรายมีอาการเพียงไม่กี่วัน ส่วนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจมีอาการนานถึง 3 สัปดาห์ โดยเริ่มแรกจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีอาการอ่อนเพลียมาก รวมทั้งคลื่นไส้อาเจียนในระยะแรก ๆ ซึ่งอาจทำให้วินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อนได้ว่าเป็นอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

กระทั่งผ่านไปแล้วราว 4-7 วัน จึงจะตรวจพบอาการได้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ในบางรายอาจมีอาการคันตามผิวหนังร่วมด้วย จนกระทั่งโรคดำเนินต่อไปอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ เมื่ออาการอักเสบของตับลดลง อาการอื่น ๆ ก็จะทุเลาลงไปด้วยและหายได้เอง เพราะไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ไม่ถึงขั้นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ถ้าเป็นแล้วรักษาหายก็จะหายขาดได้ แถมร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ เอ เพิ่มขึ้นมาด้วย

ทว่าในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรง มีอาการของโรคค่อนข้างหนัก รวมไปถึงมีอาการแทรกซ้อนอย่างตับวายเฉียบพลัน ตัวเหลืองยาวนานจากการคั่งของน้ำดีในตับ เคสหนักแบบนี้ก็อาจอันตรายถึงชีวิตได้เหมือนกันไวรัสตับอักเสบ เอ รักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง

โดยส่วนมากแล้วผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชนิด เอ มักจะมีอาการเล็กน้อยและภูมิต้านทานในร่างกายสามารถรักษาอาการให้หายได้เอง แพทย์จึงอาจทำแค่เพียงประคับประคองอาการของผู้ป่วยไป เช่น ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ลดอาหารมัน ๆ แอลกอฮอล์ และให้ดื่มน้ำหวานเพื่อป้องกันภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รวมทั้งเฝ้าระวังภาวะเลือดออกและภาวะตับวาย เป็นต้น

ไวรัสตับอักเสบ เอ ป้องกันได้อย่างไร

1. ควรรักษาสุขอนามัยทั้งของตนเอง ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว

2. หมั่นล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

3. ควรรับประทานอาหารที่ทำสุกสะอาด ไม่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำที่สะอาด ถ้าไม่แน่ใจให้อุ่นหรือต้มจนน้ำเดือดนานเกิน 1 นาที หรืออุ่นร้อนอาหารและน้ำด้วยไมโครเวฟ

4. ในสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรมีมาตรการเข้มงวดเพื่อลดโอกาสการติดต่อทางอุจจาระสู่ปาก โดยเน้นให้ล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมและก่อนรับประทานอาหาร

5. หอยนางรม หอยกาบ และสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ก่อนรับประทานควรทำให้สุกด้วยความร้อน ระดับ 85-90 องศาเซลเซียส นาน 4 นาที หรือนึ่งภายใต้ความดัน 90 วินาที
วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ มีไหม

วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ อีกทางหนึ่งที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ นั่นเองค่ะ โดยไวรัสตัวนี้ทำมาจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้วและหมดความสามารถในการก่อโรค เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปจึงเปรียบเสมือนตัวต้านทานไวรัสตับอักเสบ เอ ที่ยังเปี่ยมเชื้อก่อโรคได้

ทั้งนี้ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนตับอักเสบ เอ ได้แก่ ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับรุนแรง เช่น ผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง นอกจากนี้ผู้ที่ทำหน้าที่ประกอบอาหาร ผู้ที่อาศัยในที่แออัด และผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคสูงก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบชนิด เอ จำนวน 2 ครั้ง โดยทิ้งห่างกัน 6-12 เดือน

ส่วนการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ในเด็ก สามารถให้ได้ในเด็กอายุ 12 เดือนขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน ทว่าในคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันโรคก่อน หากพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนก็ได้ แต่หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน จะฉีดก็ตามสบายเลย อ้อ ! แต่บอกไว้ก่อนนะคะว่าวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ยังไม่ได้อยู่ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะรับวัคซีนนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ราคาแพงไหม

ราคาวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ จะอยู่ราว ๆ 480-2,000 บาทต่อเข็ม ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานพยาบาลที่เข้ารับการฉีดวัคซีน

เห็นได้ชัดว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถป้องกันตัวเองจากไวรัสตับอักเสบ เอ ได้ แค่เพียงรักษาสุขอนามัยส่วนตัว กินอาหารและดื่มน้ำสะอาด ฉะนั้นก็อย่าชะล่าใจไม่ดูแลตัวเองจนเกิดโรคนะคะ

โชคดีสุด ๆ เจ้าตูบถูกปล่อยทิ้งปั๊มน้ำมัน ชะตาพลิกผัน ได้ชีวิตใหม่ แถมยังได้งานทำอีก

เผยเรื่องราวของ เจ้าเนเกา ตูบชะตาพลิกผัน หลังจากถูกเจ้าของมาปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมัน ได้มีชีวิตใหม่แถมมีงานทำ จนตอนนี้กลายเป็นพนักงานปั๊มที่น่าเอ็นดูที่สุดไปแล้ว

เจ้าเนเกา ตูบสีดำน่าสงสาร ถูกเจ้าของคนเก่านำมาปล่อยทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองโมฌีดัสกรูซิส รัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล กระทั่งซาบรีน่า แพลนเนอร์เอร์ และหุ้นส่วนของเธอ มาซื้อต่อกิจการปั๊มน้ำมันแห่งนี้ จึงได้พบกับเจ้าเนเกา เดินเตร็ดเตร่เป็นสุนัขจรจัด เลยเกิดปิ๊งไอเดียน่ารัก ๆ ขึ้นมา เห็นแล้วชวนน่าประทับใจอย่างที่สุด โดยเว็บไซต์ Bored Panda ได้หยิบเรื่องราวนี้มานำเสนอให้ได้ชมกันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ซาบรีน่า เผยว่า พวกเราตัดสินใจรับมันเลี้ยงไว้ในทันที จากนั้นก็พามันไปดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง ซื้ออาหารให้มันกิน ซื้อบ้านสุนัขให้มันอยู่ คอยจูงมันออกไปเดินเล่น เช่นเดียวกับสุนัขสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆ แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะหลังจากรับเจ้าเนเกามาดูแลได้สักพัก ทั้งคู่ก็ตัดสินใจให้มันมาเป็นหนึ่งในสมาชิกพนักงานที่ปั๊มด้วยกัน มีหมวกให้ใส่ แถมมีป้ายพนักงานห้อยคอให้ด้วย

หน้าที่ของเจ้าเนเกาก็คืองานดูแลลูกค้า ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะทำได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ เจ้าเนเกาจะนั่งคอยให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และเมื่อมีคนมามันก็จะเข้าไปทักทาย ด้วยเสน่ห์และความน่าเอ็นดูของมัน ทำให้บรรดาลูกค้าที่ได้เจอต่างพากันหลงรักมันแทบทุกคน จนถึงขนาดบางคนจำได้และนำของเล่นมาให้กับมันบ่อย ๆ

สุดท้ายนี้ ซาบรีน่า ได้เผยว่า “พวกเราหวังว่าการช่วยรับเจ้าเนเกามาดูแลเช่นนี้ จะช่วยเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้สถานที่อื่น ๆ อยากจะสงเคราะห์สัตว์รับมันไปดูแลเช่นเดียวกันนี้”

แอร์ฯ สุดทน เผย 8 ลิสต์พฤติกรรมผู้โดยสาร ขอล่ะเลิกทำซะทีเถอะ

การขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวสำหรับใครหลาย ๆ คนอาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสนุก แต่เชื่อว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการการขึ้นเครื่องบินสักเท่าไหร่นัก
อาจจะรู้สึกตรงกันข้ามด้วยเสียมากกว่า ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นก็คือ บรรดาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ต้องใช้เวลาส่วนมากอยู่บนเครื่องบินเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ และที่สำคัญต้องคอยรองรับพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้โดยสาร ซึ่งเชื่อว่ามีมาให้จัดการได้ทุกเที่ยวบิน ล่าสุด (11 กุมภาพันธ์ 2560) เว็บไซต์มิเรอร์ จึงได้รวบรวม 8 พฤติกรรมที่ทำให้เหล่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินพากันส่ายหน้าเอือมระอา ถ้าไม่อยากรบกวนการทำงานของพนักงานและดูแย่ในสายตาคนอื่น ก็ขอให้เลิกทำซะ !

1. เปิดอุปกรณ์สารและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์บนเครื่องบิน

เรียกได้ว่าเป็นปัญหายอดนิยมเลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะเป็นกฎข้อบังคับที่พนักงานจะต้องบอกกับผู้โดยสารให้ “ปิดอุปกรณ์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดก่อนเครื่องเคลื่อนออกรัยเวย์” แต่หลาย ๆ ครั้งก็ยังมีผู้โดยสารที่ยังไม่ปฏิบัติตาม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ พนักงานต้องคอยบอกให้ปิดอยู่หลายครั้งด้วยกัน มันเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดมาก ทั้ง ๆ ที่ผู้โดยสารก็ทราบกฎดีอยู่แล้ว…
2. การกีดขวางทางเดิน

เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่โดยสารบนเครื่องบนนั้นค่อนข้างมีจำกัด โดยเฉพาะบริเวณทางเดินเป็นพื้นที่ที่พนักงานต้องให้ในการปฏิงานดูแลผู้โดยสารและเลื่อนรถเสิร์ฟน้ำและอาหาร ดังนั้นผู้โดยสารไม่ควรยื่นสิ่งต่าง ๆ ล้ำออกไป ไม่ว่าจะเป็นส่วนของสายกระเป๋า เท้า ขา หรือแม้กระทั่งข้อศอก แม้จะดูเหมือนว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่มันทำให้บรรดาพนักงานทำงานยากขึ้นมากเลยทีเดียว และบางครั้งอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ด้วย

3. การให้เด็กกินขนมก่อนขึ้นเครื่องบิน

อีกหนึ่งข้อสำคัญที่เหล่าพนักงานมักจะขอควมร่วมมือกับบรรดาผู้ปกครองที่จะพาเด็ก ๆ ขึ้นเครื่องบินด้วย คือ ไม่ควรให้อาหารหรือขนมเด็กรับประทานก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากกระเพาะของเด็กค่อนข้างบอบบาง เสี่ยงที่จะเกิดการปั่นป่วนและมีแนวโน้มที่จะเกิดการอาเจียนได้ หรือถ้าจะให้ แนะนำให้เป็นเครื่องดื่มที่มีฝาปิดและหลอดดูด หรืออาจจะพวกหมากฝรั่งซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดหูได้ด้วย

4. ถามว่ามีเครื่องดื่มอะไรบ้าง

ตัวแทนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายหนึ่งเผยว่า การที่ต้องบอกรายละเอียดให้กับผู้โดยสารทุกคนทุกเที่ยวบิน ว่าเครื่องดื่มมีอะไรบ้าง มันทำให้พวกเขาหมดเสียง คงจะเป็นเรื่องง่ายกว่านี้ หากทางผู้โดยสารเป็นผ่ายบอกเองว่าต้องการที่จะดื่มอะไร บอกมาได้เลยแล้วทางพนักงานต้อนรับจะจัดสรรให้เอง

5. ทิ้งขยะไว้ในถาดอาหาร

ถาดอาหารที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนำมาเสิร์ฟให้กับผู้โดยสารนั้น จะต้องถูกนำกลับไปอัดใส่รถเข็นของมัน ซึ่งหากในถาดนั้นมีเศษขยะหรือพลาสติกติดมาด้วยก็จะทำให้การทำงานของพนักงานต้องยุ่งยากลำบากมากขึ้น

6. แบกกระเป๋าสัมภาระไปด้วย ตอนที่ต้องอพยพจากเครื่องบิน

หนึ่งข้อสำคัญ เมื่อต้องอพยพจากเครื่องบิน ผู้โดยสารไม่ควรมาห่วงกระเป๋าสัมภาระ สิ่งที่ต้องทำคือ แค่ทิ้งสัมภาระทั้งหมดไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะ เพื่อเอาชีวิตรอดก่อนเป็นสำคัญ
7. การทิ้งสิ่งของไว้บนเครื่องบิน

ผู้โดยสารลืมของทิ้งไว้บนเครื่องบินเป็นเหตุการณ์ที่เหล่าพนักงานบนเครื่องบินต้องเจอเป็นประจำ แม้ว่าจะมีการประกาศทุก ๆ ครั้งว่า ให้ผู้โดยสารตรวจสอบสัมภาระให้เรียบร้อยก่อนลงจากเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุม กระเป๋าเงิน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์พกพา แว่นกันแดด กระเป๋า หรือแม้กระทั่งเด็ก ก็เคยมีลืมมาแล้วด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง

8. เมินคำแนะนำเรื่องความปลอดภัยจากพนักงาน

แน่นนอนว่าผู้ที่โดยสารเครื่องบินบ่อย ๆ ย่อมต้องเคยฟังคำแนะนำความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง อาจจะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ และไม่ได้สนใจฟัง แต่บางครั้งมันก็มีเรื่องปรับเปลี่ยนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้โดยสารควรจะสละเวลาสักไม่กี่นาทีมาสนใจฟัง เพื่อชีวิตและความปลอดภัยของตัวผู้โดยสารเอง

หลากเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโปรตีนที่หนุ่มรักสุขภาพไม่ควรพลาด !

รวมเรื่องน่าสนใจที่ผู้ชายอยากสร้างกล้าม ควรทราบเกี่ยวกับการกินโปรตีนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

หนุ่ม ๆ คนไหนที่อยากลองหาอาหารเสริมโปรตีนมากินเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายและกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะในรูปแบบของอาหารทั่วไปหรืออาหารเสริมก็ตาม คุณรู้หรือไม่ว่าควรกินอย่างไรเพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์จากโปรตีนมากที่สุด ? ถ้ายังไม่รู้…งั้นลองมาดูสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเกี่ยวกับการกินโปรตีนที่เรานำมาฝากกันก่อนดีกว่าครับ
รวมเรื่องน่าสนใจที่ผู้ชายอยากสร้างกล้ามควรทราบเกี่ยวกับการกินโปรตีนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

สิ่งที่ควรทำในการกินโปรตีน

– ก่อนออกกำลังแนะนำกินอาหารเสริมโปรตีนประมาณ 10-20 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้นำโปรตีนส่วนนี้ไปใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

– ขณะที่หลังการออกกำลังกายเสร็จ ร่างกายคนเราอาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปพอสมควร (ขึ้นอยู่กับวิธีออกกำลังด้วย) ดังนั้นจึงแนะนำให้กินอาหารเสริมโปรตีนสัก 20-40 กรัม ภายใน 30-60 นาทีหลังออกกำลัง เพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ดีขึ้น

– ควรกินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับคนที่อยากมีกล้ามเนื้อที่ฟิต แอนด์ เฟิร์ม ให้กินโปรตีน 2-2.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เท่ากับว่าคนที่หนัก 80 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนประมาณ 176 กรัม ส่วนใครที่อยากมีกล้ามเนื้อแข็งแรงแต่ไม่เน้นความล่ำ ให้กินโปรตีนราว ๆ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็เพียงพอแล้ว

– นอกจากโปรตีนในรูปแบบของอาหารเสริมอย่าง เวย์โปรตีนหรือโปรตีนแท่งแล้ว เรายังอยากให้กินโปรตีนจากอาหารทั่วไปด้วย เช่น อกไก่ เนื้อวัว ปลาทูน่า ถั่ว หรือคอตเทจชีส ซึ่งล้วนแล้วเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูงทั้งนั้น

– ควรแบ่งสัดส่วนของโปรตีนออกเป็น 5-6 มื้อย่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถนำโปรตีนไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

– หากอยากกินเวย์โปรตีน อย่าลืมนึกถึงรสชาติด้วย เพราะเวย์โปรตีนแบบไร้รสอาจไม่ถูกปาก จนทำให้ไม่อยากกินอาหารเสริมดังกล่าวอีก แถมในปัจจุบันยังมีเวย์โปรตีนให้เลือกหลายรส ทั้ง ช็อกโกแลต วานิลลา และสตรอว์เบอร์รี เป็นต้น
สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับการกินโปรตีน

– ไม่ควรกินโปรตีนมากเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพราะจะทำให้โปรตีนส่วนเกินเปลี่ยนเป็นไขมันแทน แถมยังเป็นอันตรายต่อตับและไตด้วย

– ใครที่ต้องการลดน้ำหนักละก็ บอกเลยว่าไม่ควรกินอาหารเสริมโปรตีนก่อนกินอาหารมื้อปกติ เพราะไม่เพียงแค่ทำให้อาหารเสียรสชาติแล้ว ยังมีปริมาณแคลอรีสูง ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นได้นั่นเอง

– แต่หากมื้อไหนที่กินโปรตีนแท่งไปแล้ว ก็ไม่ควรกินอาหารมื้อปกติ เพราะโปรตีนแท่งส่วนใหญ่ให้โปรตีนราว ๆ 20 กรัมแล้ว แนะนำให้ดื่มนมเพิ่มสักแก้วก็พอ แถมบางยี่ห้อยังให้โปรตีนสูงถึง 30 กรัมเลยทีเดียว

– ไม่ควรกินโปรตีนต่อมื้ออาหารมากเกินไป เพราะปกติแล้วร่างกายสามารถดึงโปรตีนไปใช้ได้ไม่เกิน 30 กรัมต่อมื้ออาหาร หากกินเกินกว่านี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าไร

– ไม่ควรเลือกซื้อเวย์โปรตีนที่ไม่ได้รับการรับรองโดย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) เพราะอาจมีส่วนผสมที่ไม่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างสารกันบูดและสารให้ความหวานเทียม

หวังว่าสิ่งที่เราหยิบมาแนะนำในครั้งนี้ จะช่วยให้หนุ่ม ๆ เข้าใจการกินโปรตีนให้ถูกวิธีได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะถึงแม้ว่าโปรตีนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ควรกินอย่างพอเหมาะ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองครับ

ชีวิตดีกับ 6 วิธีเลือกช่องคิวจ่ายเงินที่ซูเปอร์มาร์เกตอย่างไรให้ไวที่สุด

ผลวิจัยเผย สุดยอดวิธีการเลือกแถวจ่ายเงินอย่างไรให้เร็วที่สุด ที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและลดปัญหาการต่อคิวอันแสนน่าเบื่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัญหาที่ใครหลาย ๆ คนมักเจอและรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างมากเวลาไปช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เกตก็คือ การรอคิวจ่ายเงินนั่นเอง ซึ่งช่วงเวลาที่สินค้าลดราคาหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ว่าเคาน์เตอร์คิดเงินช่องไหน ๆ ก็เต็ม ยิ่งชั่วโมงที่เราเร่งรีบมาก ๆ ด้วยนั้นพูดได้คำเดียวเลยว่า “เซ็งไปอีก”

แต่ปัญหากวนใจเหล่านี้กำลังจะหมดไป เพราะว่าวันนี้เราจะมานำเสนอสุดยอดวิธีการเลือกช่องคิวที่จะช่วยให้การเข้าแถวจ่ายเงินของคุณนั้นรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแต่ละข้อนั้นเป็นผลงานการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญมากมายจากประเทศสหรัฐอเมริกา เราไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีวิธีอะไรให้ทำตามกันบ้าง
1. เลือกแถวสั้นที่มีของเยอะดีกว่าแถวยาวแต่ของน้อย

อาจฟังดูขัด ๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเลือกต่อแถวที่คนเยอะของน้อย มากกว่าแถวที่คนน้อยแต่ของเต็มรถเข็น ซึ่งนั่นเป็นการเลือกที่ผิด เพราะอ้างอิงจากอาจารย์คณิตศาสตร์พบว่า แถวที่ซื้อของน้อยเหมือนจะดูเร็วกว่าก็จริง แต่ว่าแคชเชียร์นั้นต้องเสียเวลากับการทักทาย คิดเงิน เอาของใส่ถุง และขอบคุณ โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลา 41 วินาทีต่อลูกค้าหนึ่งคน แต่การสแกนบาร์โค้ดสินค้าแต่ละชิ้นใช้เวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ถ้าลูกค้าก่อนหน้าเรามีของ 100 ชิ้น เราจะใช้เวลา 6 นาทีในการรอ กลับกันหากเราไปต่อแถวคน 4 คน ซึ่งมีของอยู่คนละ 20 ชิ้น เราจะต้องเสียเวลาในการรอเกือบ ๆ 7 นาทีเลยทีเดียว

2. เลือกเข้าคิวทางฝั่งซ้ายเข้าไว้

คนส่วนมากนั้นถนัดมือขวา ส่งผลให้เวลาเลือกต่อแถวจึงมีแนวโน้มที่จะเอนไปทางช่องคิวด้านขวาก่อนเสมอ ฉะนั้นเวลาเลือกต่อแถวครั้งหน้าควรมุ่งไปทางฝั่งซ้ายก่อนเลยรับรองคนน้อยกว่าแน่นอน
3. เลือกแคชเชียร์ที่เป็นผู้หญิง

จากการสังเกตการณ์พบว่า แคชเชียร์ที่เป็นผู้หญิงนั้นจะคิดเงินคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ชาย แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแคชเชียร์ที่ดูอัธยาศัยดีเพราะหล่อนจะชวนเราคุยเยอะจนเสียเวลามากเกินไปนั่นเอง

4. เลือกต่อคิวหลังคนที่ซื้อของชนิดเดียวกันหลาย ๆ ชิ้น

สินค้าหลายชิ้นต่างชนิดกัน ย่อมเร็วกว่าสินค้าต่างชนิดกันในจำนวนหรือปริมาณที่เท่ากัน ฉะนั้นลองแอบสังเกตคนก่อนหน้าเราดูสักนิดนึงว่า ของที่เขาซื้อส่วนมากเป็นแบบไหน เพราะของบางชนิดจะคิดเงินได้ช้ากว่า เช่น พวกที่ไม่สามารถสแกนบาร์โค้ดได้ แต่ต้องคีย์ข้อมูลตัวเลขแทน เป็นต้น
5. เลือกโฟกัสที่ความเร็วในการเคลื่อนตัวของแถว ไม่ใช่ความยาว

ก่อนจะเลือกช่องคิวต่อแถวนั้น เราควรหยุดแล้วมองดูภาพรวมว่าแถวแต่ละช่องนั้นเป็นอย่างไร เพราะผลการวิจัยพบว่าคนเรามักจะเลือกแถวที่สั้นจนลืมคำนึงถึงความเร็วในการเคลื่อนตัวของแถวนั่นเอง

6. เลือกต่อคิวผู้ชาย และระวังคิวที่มีผู้สูงอายุ

ไม่ใช่เพียงจำนวนของคนในแถวหรือปริมาณสินค้าเพียงเท่านั้นที่เราต้องพิจารณา อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยประหยัดเวลาได้ก็คือการเลือกคนที่เราจะไปต่อคิวนั่นเอง เช่น หากเราต่อหลังผู้ชายอาจจะเร็วกว่า เพราะพวกเขาไม่ชอบการรอจึงมักทำอะไรเร็ว หรือพยายามเลี่ยงต่อคิวผู้สูงอายุเพราะมีโอกาสช้ากว่าในการเคลื่อนไหวอย่างการยกของและหยิบเงินในกระเป๋า
และอีกหลายวิธีที่เราสามารถประหยัดเวลาได้ด้วยตัวเอง นอกจากที่ได้กล่าวไปข้างต้น เช่น เลือกจ่ายเงินช่องที่รับเฉพาะเงินสดเท่านั้นเพราะเร็วกว่าการรูดบัตร หรือถอดไม้แขวนและหยิบป้ายราคาออกมาให้เห็นชัดเจนหากเป็นพวกเสื้อผ้า รวมถึงแบ่งของกันเพื่อแยกจ่ายในช่องทางด่วนถ้าไปกันสองคน เป็นต้น

สุดท้ายนี้หากวิธีที่เราได้นำเสนอไปนั้นคุณเคยลองมาหมดแล้วแต่ยังไม่มีข้อไหนเวิร์กเลย เราขอแนะนำให้คุณหาอะไรทำระหว่างต่อแถวเข้าคิว เนื่องจากนักจิตวิทยาเขาได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า “สาเหตุที่เราคิดว่ามันนาน เป็นเพราะเรารู้สึกกำลังรอ ดังนั้นควรหากิจกรรมทำเพื่อฆ่าเวลาระหว่างนั้นอย่างคุยกับคนข้าง ๆ หรือหาอ่านข่าวบนมือถือ แล้วจะพบว่าเวลานั้นผ่านไปไวแบบไม่ทันได้คิดเลย”

เปิดฤดูกาลล่าทางช้างเผือก ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก สามารถเห็นได้ชัดเจนทั่วประเทศ ในช่วงเช้ามืดตั้งแต่เดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกเด่นชัดบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างบริเวณด้านซ้ายของใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วยทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวใจกลางทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้ามากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นแนวพาดบริเวณกลางฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถชื่นชมความสวยงามทางช้างเผือกได้ยาวนานขึ้น
ด้าน นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า ใจกลางทางช้างเผือกคือส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือก ประกอบด้วยวัตถุท้องฟ้ามากมาย เช่น ดาวฤกษ์ กระจุกดาว รวมทั้งเนบิวลา ทางช้างเผือกเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นแถบสว่างพาดเป็นแนวยาวกลางฟ้า ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้

อย่างไรก็ตามทางช้างเผือกสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งปี หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีทัศนวิสัยของท้องฟ้าดี ก็จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคอะไรบ้างที่คู่รักต้องระวัง

 

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์

(ตามที่บัญญัติในราชบัณฑิตยสถาน) (Sexually transmitted disease; STD) อาจเรียกว่า “กามโรค” (Venereal disease) หรือ “วีดี” เกิดขึ้นจากการติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก กับผู้ที่กำลังมีเชื้อ ปัจจุบันใช้คำว่า “การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์” เพื่อให้มีความหมายกว้างขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่สามารถเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่พบมากในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นในปัจจุบัน นิยมมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน โดยที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันตัวเอง รวมทั้ง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต่าง ๆ นอกจากนี้ในปัจจุบัน คู่แต่งงานมีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้น ทำให้คนมีสามี หรือภรรยาหลายคน จึงเกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มากขึ้น

สิ่งที่อันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ เมื่อเป็นแล้วมักจะไม่เกิดอาการ บางคนจึงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้วโดยไม่รู้ตัว และเป็นปัญหาในการจัดการทางระบบสาธารณสุข และที่สำคัญโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้สาเหตุของการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

สาเหตุของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1. เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดไม่มียารักษา และบางชนิดยังสามารถฝังตัวอยู่ และกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ เริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ

2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ฯลฯ

3. เกิดจากเชื้ออื่น ๆ เช่น พยาธิ สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– คนที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือหญิงบริการ ใน 3 เดือนก่อนหน้า
– คนที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
– คนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
– ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใน 1 ปีที่ผ่านมา
– ผู้ที่มีคู่ครองอยู่คนละที่

อาการแบบใด สงสัยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หากมีอาการเหล่านี้ สามารถสงสัยได้ว่าเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ในผู้ชาย จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขาหนีบบวม หรือเป็นฝี เจ็บปวดอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่ม แผล บริเวณอวัยวะเพศ มีเมือกใส หรือหนองไหลออกมา

– ในผู้หญิง จะรู้สึกเจ็บ เสียวท้องน้อย ขาหนีบบวม หรือเป็นฝี เจ็บปวด คันอวัยวะเพศ มีผื่น ตุ่ม แผลบริเวณอวัยวะเพศ มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นเหม็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่สำคัญ ได้แก่

1. โรคเอดส์ (AIDS)

หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม เกิดจากการรับเชื้อ Human immunodeficiency virus หรือ HIV เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น มะเร็ง วัณโรค และสาเหตุการเสียชีวิตก็มักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ที่จะทำให้อาการรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

อ่านข้อมูล โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อันตราย

2. หนองใน (Gonorrhoea)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ แสบขัดเวลาปัสสาวะ และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา

อ่านข้อมูล โรคหนองในแท้ หนองในเทียม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดฮิต
3. หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis/Non gonococcal Cervicitis)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้มีอาการแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล และมีมูกออกเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนผู้หญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ

อ่านข้อมูล โรคหนองในแท้ หนองในเทียม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดฮิต

4. แผลริมอ่อน (Chancroid)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อ Haemophilus Ducreyi ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวมและเจ็บ บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง มักมีหลายแผล ขอบแผลนุ่มและไม่เรียบ ก้นแผลสกปรกมีหนอง มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก บางรายต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวม และเป็นฝี เมื่อฝีแตกจะเป็นแผล

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genita Herpes Simplex Virus Infection)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดเชื้อไวรัส herpes simplex virus ทำให้เกิดอาการปวดแสบบริเวณขา ก้นหรืออวัยวะเพศ และตามด้วยผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะกลับเป็นใหม่

อ่านข้อมูล 10 คำถามน่ารู้…เริมที่อวัยวะเพศ

6. หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum contagiosum virus (MCV) ทำให้เกิดเป็นตุ่มนูนบนผิวหนัง ผิวเรียบขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร จะพบมากขึ้นในรายที่มีการติดเชื้อ HIV จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้น ว่าร่างกายมีความแข็งแรงเพียงใด ถ้าใช้เข็มสะกิดตรงกลางแล้วบีบดูจะได้เนื้อหูดสีขาว ๆ คล้ายข้าวสุก มักเป็นที่บริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศภายนอกและโคนขาด้านใน
7. หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากไวรัส Human papilloma virus ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อน ๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่อวัยวะเพศบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ตลอดทั้งบริเวณรอบรอยเปิดขอบ, ท่อปัสสาวะ และอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนักและฝีเย็บ หูดมีขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาจะเป็นมากขึ้นและยากต่อการรักษา และทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด

อ่านข้อมูล หูดหงอนไก่…ของฝากตัวร้ายที่ติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์

8. หิด (Scabies)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากตัวไร Sarcoptes scabei ลักษณะจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองคันขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักพบตามง่ามนิ้วมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ อวัยวะสืบพันธุ์ ข้อเท้า หลังเท้า ก้น ผู้ป่วยมักมีอาการคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสทางเพศหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

อ่านข้อมูล เรื่องของ โรคหิด

9. ซิฟิลิส (Syphilis)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อ Treponema pallidum เป็นโรคที่มีอันตราย และมีอาการเรื้อรัง สามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี ลักษณะการติดเชื้อเริ่มแรกจะเป็นก้อนแข็ง แต่ไม่เจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศ หากไม่รักษาจะกลายเป็นระยะที่สองที่เรียกว่า เข้าข้อหรือออกดอก ถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดโรคแก่ระบบต่างๆ ของร่างกายหลายระบบ ทั้งซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้ มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสจะถ่ายทอดโรคสู่ทารกในครรภ์ได้เรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis) จึงถือว่าซิฟิลิสเป็นโรคที่มีอันตราย และมีอาการเรื้อรัง สามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี

อ่านข้อมูล ซิฟิลิส โรคร้าย ป้องกันง่ายแค่สวมถุงยาง

10. โลน (Pediculosis Pubis)

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า pediculosis pubis อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า ชอบไชตามรากขนอ่อน และดูดเลือดคนเป็นอาหาร ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เจ้าตัวเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นได้ การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยตาเปล่า จะพบไข่สีขาวเกาะตรงโคนขน ไข่จะมีลักษณะวงรี ส่วนตัวแมลงเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน การรักษาสามารถซื้อยาทาได้ตามร้านขายยา แต่คนท้องหรือเด็กควรจะปรึกษาแพทย์

ไทยแลนด์โอนลี่ ! ท่องเที่ยวฯ หัวใส ผุดไอเดียคิทแคทรสทุเรียน-มังคุด-มะขาม

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
เปิดเผยหลังการประชุมหารือกับฝ่ายการตลาด บริษัทเนสท์เล่ ประเทศไทย ว่า ทางกระทรวงมีแนวคิดนำวัตถุดิบอาหารของไทยที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ มาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อขายให้นักท่องเที่ยว โดยอยากนำร่องด้วยการนำผลไม้ขึ้นชื่อที่มีสัญลักษณ์ความเป็นไทยชัดเจน และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว อาทิ ทุเรียน มังคุด มะขาม มาเป็นวัตถุดิบทำขนมคิทแคท แบบเดียวกับคิทแคทชาเขียวของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ทางกระทรวงมองว่า หากมีสินค้ามาดึงดูดนักท่องเที่ยว ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าควรเพิ่ม 10% ต่อคนต่อทริป โดยการหารือในครั้งนี้ ได้เชิญทางเนสท์เล่มาเพื่อขอคำแนะนำเรื่องแนวทางการตลาดต่าง ๆ ว่าจะสามารถพัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านอาหาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง และหากนำขนมคิทแคทมาทำให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของไทย นักท่องเที่ยวมาเห็นก็จะรู้ว่าขนมนี้ต้องมาซื้อที่เมืองไทยที่เดียว ซึ่งทางฝ่ายการตลาดของเนสท์เล่ก็จะไปหารือกับฝ่ายต่าง ๆ อีกครั้งว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะต้องมีการประเมินปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

อนึ่ง การที่กระทรวงสนใจพัฒนาสินค้าตัวนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โปรโมทอาหารท้องถิ่นของไทย คือยังโปรโมทเหมือนเดิม โดยมองว่าในปีนี้เรื่องอาหารจะต้องทำการตลาดกันอย่างจริงจัง โปรโมทอาหารทุกระดับ ตั้งแต่อาหารข้างทางจนถึงอาหารแบบหรูหรา เพราะต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวที่มาไทย จะใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารกันเยอะมาก

เบื่อสิว! มารับมือกับ สิว อย่างเข้าใจ

ปัญหาผิวที่ทุกคนต้องพบเจอไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย นั่นก็คือ “สิว” ที่เป็นกันมากส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น แต่ก็มีหลายคนที่เลยวัยรุ่นมาแล้ว ก็ยังมีปัญหาสิวอยู่ เรามารู้จักและเข้าใจสิว เพื่อหาวิธีลดสาเหตุการเกิดสิวได้ตรงจุดกันดีกว่า

ร้อยละ 80 ของผู้ที่เป็นสิวนั้น พบในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งเป็นลักษณะที่ใช้บ่งบอกการก้าวเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว ในเด็กผู้หญิงจะเริ่มมีสิวก่อนมีประจำเดือนครั้งแรกประมาณ 1 ปี ช่วงชีวิตที่เป็นสิวได้สูงสุดคือช่วงวัยรุ่นตอนกลางจนถึงช่วงปลาย และอาการดีขึ้น เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มประชากรส่วนหนึ่ง โดยมากเป็นเพศหญิงจะยังคงมีสิวแม้ว่าอายุมากกว่า 30 ปี และเป็นต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 40 ปีสิวพบมากในปริมาณที่มีต่อมไขมันอยู่หนาแน่น เช่น บริเวณใบหน้า รองลงมาจะเป็นแผ่นหลัง และหน้าอก ลักษณะเป็นตุ่มสิวอุดตัน (Comedone) และสิวอักเสบเป็นตุ่มนูนแดง, ตุ่มหนอง, ถุงน้ำ (Cysts) เมื่อสิวหายแล้ว อาจจะพบรอยแดง รอยดำ และรอยแผลเป็นจากสิว และเพื่อให้เข้าใจสาเหตุของสิวมากขึ้น เราต้องรู้จัก “ต่อมขน” ซึ่งประกอบด้วย ต่อไขมัน และเส้นขน เมื่อต่อมไขมันผลิตไขมันแล้ว จะถูกส่งตามท่อไปสู่เส้นขน แล้วออกสู่ผิวหนังภายนอก ซึ่งบทบาทการทำหน้าที่ของไขมัน (Sebum) เชื่อว่า ไขมันดังกล่าว ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำทางผิวหนัง มีส่วนช่วยให้ผิวนุ่มและเนียนเรียบ ทั้งยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ต่อมไขมันจะพบมากที่บริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า (โดยเฉพาะบริเวณ T-zone ประกอบด้วย หน้าผาก หว่างคิ้ว จมูก ร่องแก้ม) และหน้าอก

สิว คือการอักเสบของต่อมขนเกิดจากสาเหตุหลัก 4 ประการ คือ

เซลล์ที่เส้นขนแบ่งตัวมากผิดปกติจนเปิดกั้นทางออก ทำให้ไขมัน รวมทั้งขี้ไคล (Keratin) จากเซลล์ และแบคทีเรียสะสมอยู่ในต่อมขน เนื่องจากไม่มีทางระบาย เกิดเป็น ตุ่มคอมีโดน (Comedone) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิว

ต่อมไขมัน ผลิตไขมันมากเกินไป ยิ่งสะสมในต่อมขนทำให้คอมิโดนขยายขนาดขึ้น

เกิดการอักเสบ (Inflammation) ที่ต่อมขนนั้น

ติดเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium Acnes ในบริเวณที่เป็นสิว กระตุ้นให้การอักเสบขยายวงกว้าง กลายเป็นตุ่มนูน ตุ่มหนอง ถุงน้ำ ปัญหาสิวมีด้วยกันหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน พันธุกรรม หรือแม้แต่การโกนหนวดก็ส่งผลต่อการเกิดสิวได้เช่นกัน ฯลฯ แต่ทุกสาเหตุของการเกิดสิวนั้น โดยเฉพาะสิวอักเสบเกิดจากปัจจัยสำคัญเดียวกันคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย และแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ Propionibacterum acnes (P.acnes), Propionibacterium granulosum (P.franulosum) และ Staphylococcus aureus (S.aureus) ซึ่งล้วนเป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามผิวหนังและมีอยู่บนสิ่งของเครื่องใช้ที่ เราต้องสัมผัสทุกวัน เช่น พวงมาลัยรถยนต์ คีย์บอร์ด โทรศัพท์ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่มีเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่มาก ที่สุด

เมื่อเป็นสิวจะมีการสัมผัสใบหน้า (ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) มากกว่าปกติเป็น 10 เท่า ดังนั้นเมื่อเราใช้หรือสัมผัสอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วไปสัมผัสใบหน้าก็เท่ากับว่าเป็นการนำเชื้อแบคทีเรียไปเพิ่มที่ผิวหน้า ของเรา เมื่อแบคทีเรียมีจำนวนมากยิ่งขึ้น โอกาสของการเกิดสิวก็จะเพิ่มมากขึ้น สิวที่เป็นอยู่เดิมก็จะมีอาการรุนแรงชัดเจนมากขึ้น ความเชื่อหนึ่งเกี่ยวกับสิว ที่เชื่อว่าสิวเกิดจากความสกปรกบนใบหน้า และคิดว่าการล้างหน้าบ่อย ๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้สิวเกิดขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว การล้างหน้าบ่อย ๆ ก็ไม่สามารถช่วยลดอัตราการผลิตไขมันจากต่อมไขมันได้

นอกจากนี้การล้างหน้าบ่อยครั้งและประกอบกับใช้เครื่องมือ เช่น ผงขัด (Scrub) ที่ช่วยขัดลอกผิวหน้านั้น จะทำให้ต่อมขนถูกทำลายและทำให้สิวเป็นมากขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิวหน้าก็เป็นสิ่งจำเป็นใน การช่วยลดและรักษาสิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ผสมยาฆ่าเชื้อ เพราะนอกจากจะไม่สามารถลดจำนวนเชื้อสิว P.acnes ได้แล้ว ยังก่อให้เกิดความระคายเคือง และเป็นสาเหตุของผื่นแพ้ได้อีกด้วย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เป็นสิวหรือ ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และสาวคนไหนที่ขาดเมคอัพไม่ได้ (ใช่ว่าสาวที่เป็นสิวจะแต่งหน้าไม่ได้นะ) ควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ไม่ก่อสิว (Noncomedogenic) โดยหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (Lotion และ Oil-based) และควรใช้ผลิตภัณฑ์ชนิด Gel-based จะเหมาะกับผู้ที่เป็นสิวมากกว่า

Tip

การรักษาสิวก็มีมากมายหลายวิธ๊ แต่วิธีที่ง่ายและเป็นที่นิยม คือ การใช้ยาทาสิว ซึ่งยาทาสิวก็มีหลายชนิด ที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอย่างกว้างขวาง ได้แก่ กรดวิตามินเอ ชนิดทา, เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ และยาปฏิชีวนะชนิดทา ยาทารักษาสิวมักมีผลข้างเคียง คือแสบ แดง แห้ง ลอก หลังใช้ต่อเนื่อง ซึ่งก็มียาทาสิว บางชนิดที่มีข้อควรระวังห้ามใช้กับสตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (มักเขียนไว้ข้างกล่อง) เช่น กรดวิตามินเอชนิดทา ซึ่งใช้ช่วงแรกอาจพบการระคายเคืองและไวต่อแสงได้ แนะนำว่าควรใช้ในเวลาก่อนนอน และสิวจะเวลา 4-8 เดือน และเมื่อสิวดีขึ้นมากแล้วควรใช้กรดวิตามินเอ ชนิดทา อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการสร้างคอมิโดน ลดการกลับเป็นซ้ำ เนื่องจากสิวเป็นโรคเรื้อรังและเกิดขึ้นได้ตลอดในช่วงวัยรุ่น ใครที่มีผิวแห้งจากการใช้ยาทารักษาสิว ควรใช้ครีมที่มีมอยส์เจอไรเซอร์เยอะ ๆ เพื่อบรรเทาอาการ