พบโครงกระดูกสภาพสมบูรณ์ ระหว่างบูรณะแนวกำแพงพระราชวังจันทร์

25-2

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ของสำนักศิลปกรที่ 6 สุโขทัย พร้อมคนงานที่กำลังขุดดินหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และปรับแต่งภูมิทัศน์ โดยในวันที่ 15 พ.ย. คนงานขุดพบโครงกระดูกร่างมนุษย์สภาพมีความสมบูรณ์ บริเวณหน้าวัดวิหารทอง ในพื้นที่พระราชวังจันทน์ อ.เมืองพิษณุโลก กำลังทำการบูรณะและขุดหาแนวกำแพงพระราชวังจันทน์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของ อบจ.พิษณุโลก
โดยในวันนี้ทางคนงานของสำนักศิลปกรที่ 6 สุโขทัย ได้ดำเนินการขุดต่อเนื่อง ปรากฏว่า พบโครงกระดูกมนุษย์อีก 1 โครง และอยู่ห่างจากโครงกระดูกแรกประมาณ 3 เมตร สภาพโครงกระดูกมนุษย์นอนตะแคง คาดว่าเป็นกระดูกท่อนลำตัวและขา เจ้าหน้าที่จึงค่อยๆ ขุดดินออกด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโครงกระดูกดังกล่าว ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร ในการปรับขุดดินจนเห็นโครงกระดูกทั้งร่าง
เบื้องต้นทางสำนักศิลปากรที่ 6 จังหวัดสุโขทัย ได้รับทราบจากคนงานแล้ว ซึ่งจะเดินทางมาตรวจสอบโครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดค้นพบ พร้อมกับให้นำเชือกมาปิดกั้น ป้องกันผู้คนเข้าไปเหยียบย้ำบริเวณที่พบโครงกระดูกดังกล่าวด้วย

สาวโคราชทิ้งงานบริษัทเงินเดือน 5 หมื่น เลี้ยงกุ้งเครฟิช ผ่าน 1 ปี ฟันกำไรเดือนละแสน

25-1

นางสาวจิรภัทร ชีโพธิ์ หรือเก๋ อายุ 48 ปี ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้าน ในหมู่ 8 ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา และได้ใช้พื้นที่ข้างบ้านประมาณ 60 ตารางวา ทำเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามแดงแบบพอเพียง มีบ่อซีเมนต์ขนาด 2X2 เมตร สำหรับเลี้ยงกุ้งพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์อยู่ 3 บ่อ และมีกะละมังพลาสติกขนาดใหญ่ สำหรับเลี้ยงกุ้งอนุบาลอยู่ประมาณ 20 ใบเท่านั้น

นางสาวจิรภัทร ชีโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตนั้นเป็นสาวโรงงานผลิตกระดาษ อยู่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องทำงานหนักมาก แต่ก็มีรายได้สูงด้วยเช่นกัน โดยเงินเดือนล่าสุดของตนคือกว่า 50,000 บาท แต่ด้วยความที่เป็นห่วงแม่วัย 68 ปี อยู่บ้านเพียงลำพัง หลังจากที่พี่สาวได้ย้ายไปเป็นครูอยู่ที่ต่างอำเภอ ตนจึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อช่วงปลายปี 2557 แล้วแพคกระเป๋ากลับบ้านมาดูแลแม่ ที่บ้านเกิด ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยช่วงแรกมีเวลาว่างมาก จึงได้ลองศึกษาวิธีเลี้ยงกุ้งก้ามแดง หรือกุ้งเครฟิช หรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนำเข้ามาจากต่างประเทศ และทดลองเพาะเลี้ยงศึกษาที่โครงการหลวงดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จนกลายเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน โดยศึกษาทั้งจากอินเตอร์เน็ตและหนังสือต่างๆ

“กระทั่งเดือนตุลาคม 2558 ก็ได้เริ่มลงทุนครั้งแรก ใช้เงินประมาณ 8,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ กะละมังผสมปูน ใบละ 400 บาท จำนวน 4 ใบ ซื้อลูกกุ้งตัวขนาด 1 ซม. ตัวละ 25 บาท จำนวน 200 ตัว และซื้อเครื่องปั๊มออกซิเจน จำนวน 1 เครื่อง รวมทั้งอาหารและอุปกรณ์เสริมอีกเล็กๆ น้อยๆ พอทำมาได้ประมาณ 2 เดือน กุ้งตายไปเพียง 20 ตัวเท่านั้น เหลือชีวิตรอดอยู่ทั้งหมด 180 ตัว จึงเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ หลังจากนั้นเมื่อกุ้งเหล่านี้มีอายุ 4 เดือน ก็เริ่มออกไข่ ทำให้ได้ลูกกุ้งเพิ่มขึ้นนับหมื่นตัว จึงเริ่มประกาศขายลูกกุ้งในเฟซบุ๊ก ขนาดตัว 1 นิ้ว ราคาตัวละ 20 บาท ปรากฏว่ามีคนสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ตนเห็นโอกาสทำเงินในทันที จึงตัดสินใจใช้เงินประมาณ 80,000 บาท ทำฟาร์มกุ้งข้างบ้านอย่างจริงจัง และสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 เดือน จนปัจจุบันนี้ผ่านมาครบ 1 ปีพอดี ฟาร์มกุ้งก้ามแดงของตนสามารถเพาะพันธุ์กุ้งขาย มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปแล้วไม่ต่ำกว่าเดือนละ 80,000-100,000 บาท และที่น่าแปลกใจคือเพาะพันธุ์ได้เท่าไหร่ ก็ไม่พอกับออเดอร์ที่สั่งเข้ามา ซึ่งปัจจุบันส่งออเดอร์ให้กับพ่อค้า 3 เจ้าเท่านั้น คือพ่อค้าจาก จ.สระแก้ว จ.สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพมหานคร ส่วนเจ้าอื่นที่ติดต่อมาก็งดรับไว้ก่อน” นางสาวจิรภัทรกล่าว

สำหรับเคล็ดลับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงให้ประสบความสำเร็จนั้น นางสาวจิรภัทรกล่าวว่า ต้องอาศัยใจที่รักด้วย เพราะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาสูง จึงต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์นั้น ถ้าเลี้ยงดีๆ จะให้ผลผลิตคุ้มค่ามาก แม่พันธุ์ 1 ตัว สามารถออกไข่ได้ลูกไม่ต่ำกว่า 800 ตัวต่อครั้ง ซึ่งที่ฟาร์มของตนจะขายเฉพาะลูกกุ้ง ถ้าเป็นลูกกุ้งอายุประมาณ 1 สัปดาห์ จะขายตัวละ 10 บาท อายุ 3 สัปดาห์ มีขนาดลำตัวยาว 1 นิ้ว ขายตัวละ 20 บาท อายุ 45 วัน ขนาดลำตัว 2.5 นิ้ว ขายตัวละ 100 บาท และอายุตั้งแต่ 3 เดือน มีขนาดลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป ถ้าเป็นตัวเมีย จะขายได้ราคาสูงถึงตัวละ 300 บาท ส่วนตัวผู้ราคาตัวละ 50 บาท

“จากการตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามแดงขายเป็นเวลา 1 ปี ปัจจุบันตนก็ได้ใช้ชีวิตอิสระ อยู่ที่บ้านดูแลแม่ที่อายุมากแล้ว ซึ่งเป็นชีวิตที่มีความสุขมาก เพราะแต่ละวันก็พาแม่มาดูแลฟาร์มกุ้ง มีเวลาว่างพาแม่ไปเดินห้างสรรพสินค้า ซื้อของกินของใช้ ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องใช้ชีวิตรีบเร่งอยู่กับงานเหมือนอดีตแล้ว ซึ่งตนถือว่าเป็นบุญที่ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง โดยการนำกุ้งก้ามแดงที่พระองค์ทรงนำมาวิจัยไว้เมื่อในอดีตมาเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว นับว่าพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อครอบครัวของตนเองอย่าหาที่สุดมิได้” นางสาวจิรภัทรกล่าว

กาฬสินธุ์อาชีพมัดฟ่อนข้าวกลับมาหลังชาวนาย้อนวิถีทำนาดั้งเดิม

22-2

จากการติดตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวของชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ราคาข้าวยังอยู่ในช่วงวิกฤติราคาตกต่ำ แต่ชาวนาในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์จำนวนมากยังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยหันมาฟื้นภูมิปัญญาการเก็บเกี่ยวผลผลิตแบบดั้งเดิมแทนการจ้างเครื่องจักรที่มีราคาสูงและต้องรอคิวอีกนาน จึงได้มีการรวมตัวกันของชาวนาแลกเปลี่ยนแรงงานมัดและเก็บฟ่อนข้าว เพื่อตัดภาระค่าจ้างแรงงาน โดยข้าวที่จะมัดเป็นฟ่อนจะตากไว้ในนาข้าวเป็นเวลา 2-3 วันจึงเริ่มดำเนินการ

นายพิชัย ภูบุตรตะ อายุ 50 ปี ชาวนาบ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า อาชีพทำนาในทุกวันนี้นิยมจ้างแรงงาน และใช้เครื่องจักรกลทุกขั้นตอน รวมทั้งต้องซื้อปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโต หรือแม้แต่ตอกที่ใช้มัดฟ่อนข้าวก็ยังต้องซื้อ ทำให้ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น ผลสุดท้ายขาดทุน เพราะผลผลิตตกต่ำ นำข้าวไปขายได้ราคาต่ำ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ชาวนาต่างประสบปัญหาเดียวกันคือขายข้าวราคาตก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

นายพิชัยกล่าวอีกว่า ตนมีที่นา 10 ไร่ จ้างแรงงานและเครื่องจักรกลทุกขั้นตอน ทั้งไถ คราด หยอดเมล็ดพันธุ์ ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็จ้างคนเกี่ยวทั้งหมด ถึงวันนี้รวมเงินลงทุนไปแล้วกว่า 2 หมื่นบาท หากมีการจ้างแรงงานในขั้นตอนการมัดและเก็บฟ่อนข้าว รวมทั้งค่ารถสีข้าวและบวกค่าขนส่งด้วยอีก คงขาดทุนยับเยิน ประกอบกับเมื่อประเมินสถานการณ์ราคารับซื้อข้าวในช่วงนี้ ที่ยังอยู่ในขั้นต่ำสุด เห็นเพื่อนชาวนานำไปขายแล้วขาดทุนก็ตกใจ จึงคิดหาวิธีการประหยัดทุน โดยชักชวนเพื่อนชาวนา ที่เก็บเกี่ยวในช่วงเดียวกันมาช่วยแรงงาน ทั้งจ้างวาน และแลกเปลี่ยนแรงงานกันตามความเหมาะสม ด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน

“ข้าวที่ร่วมแรงกันมัดเป็นฟ่อนนี้ คือส่วนของฟางและรวงข้าวที่ได้จากใช้แรงงานคนเกี่ยว ผึ่งแดดให้แห้ง 3 แดดแล้วใช้ตอกมัดเป็นฟ่อน ทั้งนี้ในการมัดฟ่อนข้าว นอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนแรงงานกันแล้ว ยังมีบางคนที่รับจ้างมัดฟ่อนข้าวเป็นอาชีพเสริม ทั้งรับเหมาและรับจ้างรายวัน วันละ 300 บาท อย่างไรก็ตาม ที่ประหยัดเงินคือการแลกเปลี่ยนแรงงาน โดยช่วยเจ้าหนึ่งเสร็จก็ไปช่วยอีกเจ้าหนึ่ง ก่อนขนไปรวมกันเป็นกองที่ลาน เพื่อเตรียมสีเป็นข้าวเปลือก บรรจุใส่ถุงนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง โดยแบ่งข้าวเปลือกเป็น 2 ส่วน ทั้งแบ่งขาย ส่วนหนึ่งเก็บไว้กิน ช่วงนี้เห็นว่าราคาไม่ดีนัก ก็จะกักตุนไว้ก่อน” นายพิชัยกล่าว

ดอยอินทนนท์ยะเยือก 0 องศาแล้ว แม่คะนิ้งโผล่ นักท่องเที่ยวแห่ถ่ายรูป

22-1

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 พ.ย. นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า อุณหภูมิที่ยอดดอยวันนี้วัดได้ 0 องศาเซลเซียส เกิดแม่คะนิ้งไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะสองข้างทางระหว่างกม.ที่ 42 ไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์กม.47 จะพบแม่คะนิ้งตามรายทาง

ส่วนอุณหภูมิที่กิ่วแม่ปานอยู่ที่ 2 องศาเซลเซียส ส่วนที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุณหภูมิอยู่ที่ 8 องศาเซลเซียส อากาศหนาวเย็นมาก นักท่องเที่ยวคึกคักพากันบันทึกภาพแม่คะนิ้งสองข้างทางอย่างมีความสุข อากาศเปิดได้สัมผัสอากาศหนาว ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าและทะเลหมอก สวยงามอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ นายรุ่งยังนำเจ้าหน้าที่ฯออกสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตามจุดต่างๆ และพบน้ำตกเพิ่มอีกหลายจุด ทั้งน้ำตกแม่ปาน น้ำตกห้วยทรายเหลือง น้ำตกผาดอกเสี้ยว น้ำตกสิริภูมิ ซึ่งถือว่าเป็นจุดแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามเช่นกัน

นายรุ่ง กล่าวถึงข้อแตกต่างระหว่างคำว่า “แม่คะนิ้ง” กับคำว่า “เหมยขาบ” นั้น “แม่คะนิ้ง” เป็นคำจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาษาพื้นเมืองทางภาคเหนือเรียกว่า “เหมยขาบ” คือผลึกน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ไอน้ำในอากาศใกล้ผิวดินลดอุณหภูมิลงถึงอุณหภูมิจุดน้ำค้าง แล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ต่อจากนั้นอุณหภูมิยังคงลดต่อไปอีก จนต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้น้ำค้างแข็งตัว กลายเป็นน้ำค้างแข็ง ซึ่งจะทำความเสียหายแก่พืชไร่และผักต่างๆ เช่น ข้าวที่กำลังออกรวงก็จะมีเมล็ดลีบ พืชไร่จะชะงักการเจริญเติบโต พืชผักใบจะหงิกงอ ไหม้เกรียม กล้วย มะพร้าวและทุเรียนใบจะแห้งร่วง ถ้าเกิดติดต่อกันหลายวัน ก็จะทำความเสียหายแก่พืชที่ปลูกได้มากขึ้น น้ำค้างแข็ง ในเมืองไทยสามารถพบเห็นได้ตามบริเวณยอดดอยในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาวจัด ส่วนมากจะเกิดในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มคึกคักมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในเชียงใหม่ จำนวนมากทั้งชาวจีน ชาวยุโรป สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ในเชียงใหม่ รวมทั้งที่พักโรงแรมต่างๆ เริ่มคึกคัก ย่านถนนท่าแพ ย่านถนนนิมานเหมินทร์ และตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ย่านไนท์บาร์ซ่า และกิจกรรมถนนคนเดินตามจุดต่างๆ ทั้งเสาร์ อาทิตย์ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ การจราจรเชียงใหม่เริ่มหนาแน่น ทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ออกมาอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

ด้าน นางพรนภา ทองด้วง เวรพยากรณ์อากาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ รายงานว่า ภาคเหนือมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า ลักษณะสาคัญทางอุตุนิยมวิทยา คือบริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้มีกาลังอ่อน ทาให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงทาให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ภาคเหนือตอนบนอากาศค่อนข้างหนาวถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้าอุณหภูมิต่าสุด 14-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่าสุด 3-11 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กิโลเมตร/ชั่วโมง อุณหภูมิต่าสุดวันนี้ วัดได้ 2.8 องศาเซลเซียส และมีน้าค้างแข็งที่กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

ภูชี้เดือน เชียงราย เสน่ห์จุดชมวิวทะเลหมอกอันซีนแห่งใหม่

19-2

ภูชี้เดือน แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย ภูน้องแฝดที่สามของทั้งภูชี้ฟ้าและภูชี้ดาว สำหรับชื่นชมทะเลหมอกสวย ๆ สัมผัสอากาศหนาวเย็น และจุดชมวิว 360 องศา อีกทั้งยังเป็นจุดเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินได้อย่างงดงาม โดยกำลังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมความสวยงามในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559

 ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวหน้าหนาวไว้สำหรับชมทะเลหมอกแห่งใหม่ ลองมาเที่ยวที่ภูชี้เดือนก็ดีไม่น้อย ที่นี่นอกจากจะเป็นแหล่งชื่นชมบรรยากาศความสวยงามของทะเลหมอกแห่งใหม่ของเชียงรายแล้ว ยังถือว่าเป็นภูน้องแฝดที่สามของภูชี้ฟ้าและภูชี้ดาว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ในช่วงฤดูหนาวของทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวทั้งภูชี้ฟ้าและภูชี้ดาวกันเป็นจำนวนมาก เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปยังยอดภูทั้งสองก็จะได้ชื่นชมวิวทิวทัศน์ของทะเลหมอกที่สวยงามตา รวมถึงดื่มด่ำบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินอีกด้วย

และที่ “ภูชี้เดือน” กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง อยู่ใกล้กับดอยผาตั้ง ภูชี้ดาว และภูชี้ฟ้า ในตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สามารถเดินเท้าจากภูชี้ดาวได้เพียงไม่ถึงชั่วโมง โดยด้านบนของภูชี้เดือนมีลักษณะเป็นยอดปลายดอยยื่นออกไป และมีลานด้านสันปลายดอยกว้าง เหมาะสำหรับเป็นพื้นที่ใช้กางเต็นท์พักแรม และเปิดให้มีการท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559

โดยนักท่องเที่ยวสามารถจอดรถได้ที่ลานจอดหน้าหมู่บ้านร่มฟ้าหลวง ตำบลปอ ใกล้กับหมู่บ้านร่มโพธิ์เงิน และอยู่ตรงระหว่างทางขึ้นภูชี้ดาวและดอยผาตั้ง เดินทางเชื่อมต่อถึงกันได้ และมีความพร้อมในการทำราวกั้น ตลอดจนพื้นที่กางเต็นท์ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่มาชื่นชมทะเลหมอก

ชื่อแน่ว่าภูชี้เดือน รวมถึงภูชี้ฟ้าและภูชี้ดาวในช่วงหน้าหนาวนี้ คงจะหนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสอากาศเย็น ๆ หลังจากทั้งภูชี้ฟ้า ภูชี้ดาว และภูชี้เดือนได้ปิดไปเมื่อช่วงหน้าฝนที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 เตรียมตัวไว้ให้พร้อม แล้วไปตามล่าหาทะเลหมอกที่ภูชี้เดือนหน้าหนาวนี้กัน

นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ว่าการอำเภอเวียงแก่น โทร. 0 5360 8219 หรือติดต่อ วีรยุทธ แซ่ท่อ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านร่มฟ้าหลวง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โทร. 09 5139 0666

หนุ่ม กรรชัย ของขึ้น คลิปครูฝึกตีพลทหาร ถาม ทำแบบนี้เพื่ออะไร !!

19-1

หนุ่ม กรรชัย รับไม่ได้ คลิปครูฝึกลงโทษพลทหารใหม่ ทั้งใช้ไม้ตี เตะ ถีบ ถาม “มึงทำแบบนี้เพื่ออะไร ?” พร้อมแนะ กรุณาเรียนรู้สิทธิมนุษยชนด้วย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง โพสต์ไอจี kanchai แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปครูฝึกลงโทษพลทหารใหม่ ทั้งใช้ไม้ตี เตะ ถีบ โดยระบุว่า

“คุณตีเขาเหมือนไม่ใช่คน เหมือนไม่ใช่สัตว์ เหมือนเขาเป็นก้อนหินไม่มีชีวิต สั่งห้ามรู้สึกเจ็บ ห้ามออกอาการ ผมมีคำถามในฐานะชาวบ้านที่อยากถามว่า “มึงทำแบบนี้เพื่ออะไร ?” เขาข่มขืนลูกเมียคุณเหรอ หรือฆ่าพ่อแม่คุณครับ กรุณาเรียนรู้สิทธิมนุษยชนด้วย

สิทธิมนุษยชน (Human Rights) หมายความถึง สิทธิความเป็นมนุษย์หรือสิทธิในความเป็นคน อันเป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ไม่เลือกว่าจะมีเชื้อชาติ แหล่งกำเนิด เพศ อายุ สีผิว ที่แตกต่างกันหรือจะยากดีมีจนหรือเป็นคนพิการ

สิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีพรมแดน การกระทำใดที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างหยามเกียรติและละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นคน ไม่ว่าจะเกิดแก่มนุษย์ที่ประเทศใด และไม่ว่าผู้กระทำการละเมิดจะเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล หรือรัฐใดรัฐหนึ่งก็ตาม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

“นุ่น-ต๊อด” ร่วมกับ “เต๋า-บัวขาว” เดินสายทอดกฐินที่ จ.สุรินทร์

เดินสายทำบุญกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับนางเอกสาว นุ่น วรนุช ที่วันก่อน (12 พ.ย.) ควงคุณสามี ต๊อด ปิติ พร้อมด้วยหนุ่ม เต๋า สมชาย และนักชกขวัญใจชาวไทย บัวขาว บัญชาเมฆ ตระเวนทำบุญร่วมกันทอดกฐิน สิงห์ บัญชาเมฆ ที่วัดดงมัน, วัดบ้านโคกเจริญ, วัดบ้านโนนสวรรค์ โรงพยาบาล

และมอบทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ที่ จ.สุรินทร์ งานนี้เรียกว่าอิ่มบุญกันถ้วนหน้า สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ มีดังนี้

บุญกฐิน สิงห์ บัญชาเมฆ ยอดเงินทำบุญกฐินคณะ คุณปิติ-คุณวรนุช ภิรมย์ภักดี และคุณสมบัติ บัญชาเมฆ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๒,๓๙๖,๕๗๓ บาท แบ่งเป็น

๑. ทำบุญกฐินวัดดงมัน จ.สุรินทร์ เพื่อสร้างศาลาที่พักสงฆ์ ๕๒๐,๐๐๐ บาท และชาวบ้านสมทบเพิ่มเป็นจำนวนเงิน ๒๓๙,๓๔๙ บาท รวมเป็นเงิน ๗๕๙,๓๔๙ บาท

๒. ทำบุญกฐินวัดบ้านโคกเจริญ จ.สุรินทร์ เพื่อสร้างหอระฆัง ๔๗๘,๐๐๐ บาท และชาวบ้านสมทบเพิ่มเป็นจำนวนเงิน ๑๔๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นจำนวนเงิน ๖๒๐,๐๐๐ บาท

๓. ทำบุญกฐินวัดบ้านโนนสวรรค์ จ.สุรินทร์ เพื่อสร้างศาลาการเปรียญ ๔๗๘,๐๐๐ บาท และชาวบ้านสมทบเพิ่มเป็นจำนวนเงิน ๕๔,๖๙๖ บาท รวมเป็นจำนวนเงิน ๕๓๒,๖๙๖ บาท

  • ยอดเงินกฐินคุณปิติ และคณะ รวม ๓ วัด เป็นเงิน ๑,๔๗๖,๐๐๐ บาท
  • ยอดทำบุญคณะคุณปิติ ร่วมกับชาวบ้านเป็นเงิน ๑,๙๑๒,๐๔๕ บาท

๔. ทำบุญโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อสร้างหอผู้ป่วยพระสงฆ์อาพาธ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท

๕. มอบทุนการศึกษา ๕๐,๐๐๐ บาท และอุปกรณ์กีฬามูลค่า ๑๐,๐๐๐ บาท โรงเรียนวัดบ้านโนนสวรรค์ รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๖๐,๐๐๐ บาท

๖. มอบทุนการศึกษาโรงเรียนบ้านหนองบัวทอง ๗๐,๐๐๐ บาท

๗. เครื่องกฐินและเงินถวายพระสงฆ์ และโรงทาน ทั้ง ๓ วัด รวมเป็นเงิน ๔๙๐,๕๗๓ บาท

 

ภาพและข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ค Banchamek Gym (Buakaw Banchamek, บัวขาว บัญชาเมฆ)

ไม่ยอมรับ “ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประท้วงทั่วแคลิฟอร์เนีย

ชาวอเมริกันผู้ไม่ยอมรับในตัวนายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเดินขบวนประท้วงในหลายรัฐ โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากมหาเศรษฐีฝีปากกล้าคนนี้ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 9 พ.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อแสดงความไม่ยอมรับในตัวนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอมเริกาอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ที่เมืองเบิร์กลีย์ การประท้วงเริ่มขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาที่มารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ เพื่อรอฟังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี และหลังจากเป็นที่แน่ชัดแล้วว่านายทรัมป์จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง เหลานักศึกษาก็ออกมารวมตัวกันบนถนนและเคลื่อนขบวนไปยังเมืองโอ๊กแลนด์ที่อยู่ติดกันเมื่อเวลาประมาณ 1:00น. วันพุธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโอ๊กแลนด์สามารถยับยังผู้ชุมนุมไม่ให้เคลื่อนขบวนไปถึงสำนักงานตำรวจท้งถิ่นได้ ก่อนที่กลุ่มผู้ประท้วงจะสลายตัวในเวลา 3:00น. แต่ประกาศด้วยว่าพวกเขาจะมาชุมนุมกันอีกในไม่กี่วันข้างหน้า

นักศึกษาม.แคลิฟอร์เนีย เมืองเดวิส ถือธงชาติเม็กซิโกและธงของคนรักเพศเดียวกัน เดินขบวนประท้วงโดนัลด์ ทรัมป์

นาย อดัม เบรเวอร์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วัย 22 ปี ซึ่งร่วมในการเดินขบวนด้วย บอกกับสื่อสหรัฐฯ ว่า พวกเขาไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ และให้คนเหยียดเพศและเชื้อชาติกลายเป็นประธานาธิบดีได้ “เขาทำให้เราดูแย่ในสายตาคนทั้งโลก และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเท่านั้น” ขณะที่นาย แดเนียล คอลิน นักศึกษาปริญญาโทภาควิชาระบาดวิทยา ผู้เป็นชาวกัวเตมาลาที่ได้รับสัญชาติอเมริกัน กล่าวว่า เขารวมทั้งนักศึกษาเชื้อสายละตินคนอื่นๆ ที่ออกมาร่วมเดินขบวน กังวลเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนและญาติของพวกเขา ระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะเขาท่าทีกีดกันผู้อพยพจากละตินอเมริกา

ที่เมืองโอ๊กแลนด์ ผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งก่อเหตุทุบทำลายหน้าต่างสถานีข่าวของ ‘โอ๊กแลนด์ ทริบิวน์’, จุดไฟเผาถึงขยะและยางรถยนต์ ผู้ประท้วงยังเผาหุ่นจำลองของนายทรัมป์อีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่มหาวิทยาลแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตา บาร์บารา ประชาชนหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนพร้อมกับตะโกนว่าทรัมป์ ไม่ใช่ประธานาธิบดีของพวกเขา

อีกด้านหนึ่ง ที่ชุมชน ลา ฮอยยา นักศึกษามหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ เมืองซาน ดิเอโก จำนวนประมาณ 500 คน ออกมาประท้วงชัยชนะของนายทรัมป์ และตะโกนชื่อของเขาพร้อมกับคำสบถ นอกจากนี้ยังมีการประท้วงที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในนครลอสแอนเจลิส, เมืองซานตา ครูซ และเมืองเออร์ไวน์ โดยหลายคนตะโกนสโลแกน “ไม่ใช้ประธานาธิบดีของฉัน” เพื่อต่อต้านนายทรัมป์ด้วย

gclub casino เราให้บริการเกมส์พนันออนไลน์ เล่นได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ ลูกค้าสามารถสมัครสมาชิกกับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง คาสิโนที่ให้บริการเกมส์บาคาร่าออนไลน์และยังมีเกมส์ในคาสิโนออนไลน์ต่างๆ พนันกีฬาออนไลน์อย่าง แทงบอลออนไลน์ และอีกมากมายมากมายลูกค้าจึงสามารถเข้าใช้บริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็วซึ่งเรามีพนักงานที่มีประสบการณ์และเข้าเล่นกับเรา

“สมอพิเภก” ยาระบาย ทำลายริดสีดวง

“สมอพิเภก” เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งบ้านเราด้วย ชอบขึ้นกระจายตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ มีประโยชน์สารพัด เนื้อไม้ทำพื้น ฝาบ้าน มากต่าสรรพคุณทางยา โดยเฉพาะในโหมดเป็นยาระบาย และแก้ริดสีดวงทวารได้ผลทีเดียว

เป็นไม้ยืนต้น ในวงศ์ COMBRETACEAE สูง 15-35 เมตร ต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง เรือนยอดกลมแผ่กว้าง ชื่ออื่น : ลัน (เชียงราย), สะคู้ (แม่ฮ่องสอน), ซิบะดู่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), แหน แหนต้น แหนขาว (ภาคเหนือ) และสมอแหน (ภาคกลาง)

ใบ เป็นใบเดี่ยว ทรงรี โคนสอบ ปลายมีติ่ง เนื้อใบหนา หลังใบมีขนสีน้ำตาล

ดอก เล็ก สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อเดี่ยวที่ง่ามใบ ปลายช่อห้อยลง มี 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย

ผล กลมรีแข็ง ยาว 2.5-3.0 ซม. กว้าง 1.5-2.0 ซม. ผิวนอกปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล ออกรวมเป็นพวงโต

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ขึ้นได้ในดินทุกชนิด อากาศชุ่มชื้น แสงแดดส่องถึง

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ : ผล, เมล็ด, ใบ, ดอก, เปลือก และแก่น

สรรพคุณทางยา : ผลอ่อน แก้ไข้ แก้ลม ใช้เป็นยาระบายหรือยาถ่าย รักษาโรคตา, ผลแก่แก้โรคภายในตา บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้เสมหะ ทำให้ชุ่มคอ แก้ริดสีดวงทวาร แก้ท้องร่วงหรือท้องเดิน รักษาโรคเรื้อน แก้ผิวหนังเป็นตุ่มหนอง บำรุงธาตุ และแก้ธาตุกำเริบ, เมล็ดใน แก้บิดหรือบิดมูกเลือด, ใบ รักษาบาดแผล แผลติดเชื้อ, ดอก แก้โรคในตา, เปลือกต้น ขับปัสสาวะ รักษาปัสสาวะพิการ, แก่น แก้ริดสีดวงทวาร และราก แก้โลหิตเป็นพิษ

วิธีใช้ : นำเปลือกต้นมาต้มน้ำดื่มเพื่อขับปัสสาวะ, นำผลที่ยังไม่แก่ 2-3 ผล ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อยดื่มเป็นยาระบาย, นำผลแก่ 2-3 ผล ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย เคี่ยวให้งวดจนเหลือครึ่งเดียว ใช้ดื่มแก้อาการ ท้องร่วงหรือท้องเดิน, นำใบสดมาตำให้ละเอียด แล้วพอกรักษาบาดแผล และสารสกัดจากสมอพิเภกรวมกับสมอไทยและมะขามป้อม ยับยั้งการเจริญเติบโตและช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้

เราได้คัดสรรบริการเกมส์ คาสิโนออนไลน์ และพนันกีฬาออนไลน์ ชั้นนำมาให้ท่านลูกค้าได้เลือกเล่นกันมากมาย gclub casino ท่านที่ชอบพนันบอลออนไลน์ไม่ควรพลาด สมัครง่ายเดิมพันสนุก กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แหล่งที่มาข้อมูล : ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

“กอล์ฟ ฟักกลิ้งฯ” ตอบกลับ เมื่อเจอคำถามสมควรไหม เอาเพลงฮิพฮอพเขียนถึง”ในหลวงร. 9″

ชื่อของ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่-ณัฐวุฒิ ศรีหมอก ก็บอกให้รู้อยู่แล้วว่าเป็นศิลปินฮิพฮอพชื่อดัง

ดังนั้น เมื่อบรรจงสร้างสรรค์เพลงเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพลงที่ออกมาอย่าง ‘พลังแสงอาทิตย์’ ซึ่งได้ คิว วงฟลัวร์ – สุวีระ บุญรอด มาร่วมร้องจึงเป็นเพลงฮิพฮอพ

ซึ่งแม้เพลงจะออกมาดี มีความหมายแต่ก็ไม่วายถูกถามด้วยความกังขา อย่างที่เขาเล่าให้ไว้ในเฟซบุ๊ก ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ฟังว่า “มีคนถามผมว่าคิดยังไงเรื่องเอาเพลงฮิปฮอปไปเขียนถึงในหลวง ไม่รู้สึกว่านี่คือสิ่งไม่สมควรเหรอ ผมตอบว่า ผมมองเพลงฮิปฮอปว่าสิ่งนี้คืองาน งานที่ทำโดยสุจริตและภาคภูมิใจ เป็นงานที่ผมถนัดทำที่สุดในชีวิต เป็นงานที่ผมรู้สึกมีเกียรติที่ได้ทำ งานก็คืองาน ไม่มีสูงหรือต่ำ เป็นคนเก็บขยะหรือนายกฯ เป็นชาวนาหรือนักธุรกิจ เป็นกวีหรือเป็นแรพเปอร์ข้างถนน ถ้าเป็นงานที่ทำประโยชน์และไม่เบียดเบียนใครล้วนดีทั้งสิ้น เมื่อผมเห็นพระองค์ทรงงานหนัก ผมรู้สึกว่าพ่อหลวงสอนผมว่า ถ้ารักพ่อให้ทำงาน และนี่คืองานที่ผมจะขอทำหน้าที่นี้แก่ตนเองและส่วนรวมให้ดีที่สุด

นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่า “อยากให้มองโพสต์นี้ว่าเป็นเพียงคำอธิบายนะครับ การมองคนละมุมนั้นเกิดขึ้นได้และผมเพียงอยากเล่ามุมมองของผมให้ฟังเท่านั้นเอง คำอธิบายและเปิดใจรับฟังกันเป็นเรื่องที่ดี เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ได้พูดได้บอกกันนั้นย่อมดีกว่าครับ

 

ขอบคุณภาพจาก : อินสตาแกรม ฟักกลิ้ง ฮีโร่
ที่มา : มติชนออนไลน์