เรื่องที่น่า “ผิดหวัง” หลังเป็นแชมป์

20-1

เรื่องที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นัดที่สอง ระหว่างขุนพลช้างศึก “ทีมชาติไทย” กับขุนพลพญาครุฑ “ทีมชาติอินโดนีเซีย” เพราะมีกลุ่มคนส่วนน้อยบางส่วนที่ไม่อยากเรียกว่าเป็นแฟนบอลทีมชาติไทยจุดพลุแฟลร์ระหว่างการแข่งขันที่บริเวณด้านหลังประตูฝั่งเหนือ

แน่นอนว่าเรื่องนี้คงโทษฝ่ายจัดการแข่งขัน ฝ่ายรักษาความปลอดภัยหรือสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยไม่ได้ทั้งหมดเพราะถ้ามองถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นมันอยู่ที่ “จิตสำนึก” ของคนจริงๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ในรอบรองชนะเลิศกับ “ทีมชาติเมียร์มาร์” ที่บ้านของเรา รู้อยู่แล้วยังไงบอลก็เข้าชิงชนะเลิศก็ยังไปว่าแฟนบอลเพื่อบ้านแบบไม่สุภาพและที่รับไม่ได้คือการไปกระชากธงชาติอีกต่างหาก

บางทีกลับมามองความเป็นชาติเบอร์ 1 ของอาเซียนในเรื่องฟุตบอล ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามีการให้รางวัลแฟนบอลยอดเยี่ยมเชื่อว่าคนกลุ่มน้อยที่ก่อเหตุทั้ง 2 เหตุการณ์คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราสู้เพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ได้ซักนิดเลย

แถมภาพที่ออกมายังสิ่งที่เป็นลบต่อวงการฟุตบอลของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ใช่ถูกเผยแพร่แค่ในเมืองไทยเท่านั้นแต่มันออกไปทั่วโลกเลยทีเดียว และยังทำให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากพาลูกเข้ามาชมเกมลูกหนังเพื่อเป็นการปลูกฝังให้รักกีฬาชนิดนี้ไม่กล้าพาลูกเด็กเล็กแดงเข้ามาอีกต่างหาก

ขนาดรอบรองชนะเลิศหรือรอบชิงชนะเลิศที่เราไปเยือน “เมียร์มาร์” และ “อินโดนีเซีย” ยังไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย ทั้งๆที่แฟนบอลเราเองนี้แหละที่หลายๆครั้งในอดีตไปเริ่มเรื่องเค้าก่อน หรือเวลาไปเยือนอินโดที่เมื่อก่อนขึ้นชื่อลือชาเรื่องความรุนแรงและอารมณ์ร่วมของแฟนบอล ยิ่งถ้าไปเล่นที่สนามเสนายันของเค้าด้วย

สำหรับบทลงโทษในเกมล่าสุด ทำให้ “ทีมชาติไทย” ได้รับผลกระทบแน่นอนเพราะจะต้องมีการประชุมด้านจริยธรรมและวินัยจากสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียหรือเอเอฟซีซึ่งจะต้องมีบทลงโทษตามมา โดยบทลงโทษจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากแมตซ์คอมมิชชั่นเนอร์หรือผู้ควบคุมการแข่งขัน เริ่มตั้งแต่การปรับเงินตั้งแต่ 25,000 เหรียญสหรัฐ (850,000 บาท) ขึ้นไปจนถึงขั้นหนักระดับ 40,000-50,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ที่สำคัญยังมีโอกาสที่เราอาจจะโดนบทลงโทษที่หนักกว่าการปรับ ไม่ว่าจะห้ามแฟนบอลเข้าสนาม หรือไปเตะสนามกลางที่มาจากการถูกแบนห้ามเล่นในบ้านของตัวเองซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกมฟุตบอลโลก2008 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้ายอย่างแน่นอน โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าบ้านอีก 3 เกมในการเจอกับ “ทีมชาติออสเตรเลีย” “ทีมชาติอิรัก” และ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย”

ตอนนี้สิ่งที่ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพทำได้คือการหาตัวผู้กระทำและผู้ก่อเหตุมาลงโทษอย่างรุนแรง เพื่ออย่างน้อยๆบุคคลเหล่านี้จะได้ไม่มาสร้างปัญหาให้กับเราได้อีกคราวหน้า

มาถึงตอนนี้ก็คงได้แต่หวังว่า อย่าให้เราถูกบทลงโทษที่รุนแรงจากทางสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียขนาดต้องโดนห้ามแข่งในบ้านเลย และขอให้ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก

“ปีโป้” ฮีโร่! “ช้างศึก” อัด “อิเหนา” 2-0 คว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016

17-1

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ครั้งที่ 11 หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 รอบชิงชนะเลิศ เลกสอง ระหว่าง ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติอินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

หลังจากในเลกแรก ทัพช้างศึกบุกไปพ่ายถึงถิ่นอินโดฯมาก่อน 1-2 ทำให้นัดนี้ “โค้ชซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” และลูกทีม ต้องเอาชนะให้ได้อย่างน้อย 1-0 หรือมากกว่าเท่านั้น เพื่อพลิกกลับมาคว้าแชมป์สมัยที่ 5

นาทีที่ 9 ทีมชาติไทยได้โอกาสลุ้นก่อน ธีราทร บุญมาทัน ผ่านบอลเข้ามาในเขตโทษ ธีรศิลป์ แดงดา วิ่งเข้ามายิงด้วยซ้าย แต่โดนเหลี่ยมไม่ดี บอลข้ามคานออกไป

นาที 28 จากการจ่ายบอลพลาดของกองหลังอินโดฯ ทริสตอง โด ได้ส้มหล่นบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ แตะหนึ่งจังหวะ แต่ยิงข้ามคานออกไปไกลอย่างน่าเสียดาย

ผ่านครึ่งชั่วโมงแรกของเกม เป็นทีมชาติไทยที่ครองเกมได้แทบทั้งหมด แต่ยังหาจังหวะจบสกอร์แบบจะแจ้งไม่ได้ ส่วนอินโดฯตั้งรับรอสวนกลับตามแท็กติก

นาที 38 ไทยได้ประตูขึ้นนำ ธีราทร เปิดบอลจากด้านซ้ายเข้ามาในกรอบ 6 หลา ฟาชรุดดิน อาร์ยานโต้ แนวรับทีมเยือนเตะสกัดไม่ดี บอลมาโดนสิโรจน์ ฉัตรทอง เข้าประตูไป ไทยนำ 1-0 สกอร์รวมเสมอ 2-2 แต่ไทยได้เปรียบเนื่องจากกฏอะเวย์โกล

จบครึ่งแรก ทีมชาติไทย นำ ทีมชาติอินโดนีเซีย 1-0

เริ่มครึ่งหลังได้ 2 นาที ทัพช้างศึกหนีห่างเป็น 2-0 เป็น ชนาธิป สรงกระสินธ์ ส่งให้ สิโรจน์ ได้ยืนโล่งๆในกรอบเขตโทษ ก่อนวางเท้ายิงเต็มข้อบอลตุงตาข่ายสวยงาม สกอร์รวม ไทย พลิกนำ 3-2

ผ่าน 1 ชั่วโมงของเกม ไทยยังครองบอลได้มากกว่า ส่วนอินโดฯเปิดเกมรุกมากขึ้นเพิ่มทวงประตูคืน แต่ยังทำอะไรกันไม่ได้

นาที 70 ธีรศิลป์ ได้บอลหลุดเดี่ยวจากการจ่ายของ ชนาธิป แต่จับบอลเข้าเขตโทษแรงไปนิด โดนผู้รักษาประตูออกมาดักได้ก่อนอย่างน่าสียดาย

นาที 81 ไมก้า นายด่านอิเหนาทำฟาล์ว สิโรจน์ ในเขตโทษ ธีรศิลป์ อาสารับสังหารกลางประตู แต่ ไมก้า ยังแก้ตัวใช้เท้าเซฟไว้ได้

ท้ายเกมอินโดนีเซียมาเหลือผู้เล่น 10 คนหลัง มูฮัมหมัด เลสตาลูฮู ไปเตะบอลอัดใส่ซุ้มม้านั่งสำรองทีมชาติไทย โดนใบแดงไล่ออกจากสนามไป

หมดเวลาการแข่งขัน ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 2-0 สกอร์รวมสองนัดชนะ 3-2 คว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ไปครอง และเป็นสมัยที่ 5 มากที่สุดในอาเซียนด้วย

“เบอร์ 1 อาเซียน” ที่ไม่ต้องรอฟีฟ่าการันตี

17-2

วินาทีที่ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ดาวยิงกัปตันทีมชาติไทย ชูถ้วยแชมป์อาเซียน คัพ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016” โดยมีเพลง “we are the champions” ถูกเปิดกระหึ่ม ต่อหน้าแฟนบอลในสนามราชมังคลากีฬาสถาน เชื่อเหลือเกินว่าคงเป็นวินาที ที่แฟนบอลไทยมีความสุขกันถ้วนหน้า

ย้อนหลังไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในเกมนัดแรกที่ “ทัพช้างศึก” บุกไปพลิกพ่าย อินโดนีเซีย ที่สนาม ปากันซารี 1-2 นำมาซึ่งความผิดหวังให้กับแฟนบอล แต่มันได้ทำให้ความทะนงตัวของ “แข้งช้างศึก” หายไป แปรเปลี่ยนเป็นความกระหายในชัยชนะที่มากขึ้นเป็นทวีคูณ

ดังจะเห็นได้จากเกมนัดที่สอง ที่ “ทัพช้างศึก” เดินเกมเข้าใส่กดดันคู่แข่งตั้งแต่ต้นเกมจนกระทั่งสิ้นเสียงนกหวีดยาว นำมาซึ่งชัยชนะเหนือ “การูด้า” คู่ปรับเก่า 2-0 กับเกมในบ้าน แน่นอนมันได้ลบล้างความช้ำใจให้กับแฟนบอลได้ชนิดหมดจด เพราะตลอดทั้งเกม นักเตะทุกคนแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทที่จะรักษาแชมป์ให้ได้อีกสมัย

ชัยชนะในเกมนี้ ส่งผลให้เราฉลองแชมป์ในบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 3-2 พร้อมทั้งเป็นการซิวแชมป์เป็นสมัยที่ 5 มากที่สุดในรายการนี้ นอกจากนี้ยังเป็นทีมแรกในการแข่งขันที่เป็นฝ่ายแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ นัดแรก แล้วสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งยังไม่เคยมีชาติใดในอาเซียน ทำได้มาก่อน

ไปดูผลงานของนักเตะกันบ้าง คนที่โดดเด่นที่สุดในเกมนี้ต้องยกให้ “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่ได้รับโอกาสจาก “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชของทีม ก่อนตอบแทนความไว้วางใจด้วยการเหมาทำคนเดียวทั้งสองประตู โดยลูกแรกต้องบอกว่า คนมันจะเกิดอะไรก็ฉุดไม่อยู่จริงๆ จากจังหวะที่แนวรับอิเหนาเตะมาโดนเจ้าตัวเข้าประตูไป ส่วนลูกที่สองต้องบอกว่าเป็นลูกถนัดของเจ้าตัวกับการปั่นโค้งด้วยขวาเสียบตาข่าย

ขณะที่รางวัลต่างๆของทัวร์นาเมนต์ นักเตะทีมชาติไทย พาเหรดเก็บรางวัลมาครองหมด ไล่ตั้งแต่ นักเตะทรงคุณค่าของรายการ ตกเป็นของ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ มิดฟิลด์พันธุ์จิ๋ววัย 23 ปี ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล MVP สองสมัยติดต่อกันได้เป็นคนแรกของรายการนี้
รางวัลดาวซัลโว ตกเป็นของ “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ที่แม้เกมนัดชิงฯ จะพลาดจุดโทษอย่างน่าเสียดาย แต่ผลงานการลั่นสกอร์ในรอบที่ผ่านๆมา ด้วยจำนวน 6 ประตูก็ดีพอที่จะทำให้ ดาวยิงกัปตันทีมช้างศึก ผงาดคว้าตำแหน่งดาวยิงสูงสุดไปครอง ซึ่งถือเป็นการครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในรายการนี้เป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว

จากการคว้าแชมป์ในเกมนี้ทำให้เราครองความเป็นหนึ่งในย่านอาเซียนต่อไป และอาร์มทองตำแหน่งแชมป์ก็จะถูกส่งต่อให้กับรุ่นต่อไปในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกครั้ง ถึงตอนนี้ เราเป็นแชมป์สมัยที่ 5! นั่นเท่ากับว่า เราก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 อาเซียน ในสายตาชาวโลกเรียบร้อย

สลด! เจ้าสาวนั่งฮ.ไปเซอร์ไพร์เจ้าบ่าว แต่เกิดตกกลางป่าดับยกลำ

10-1

เดอะ ซัน สื่อประเทศอังกฤษรายงานรายงานว่า เจ้าสาวชาวบราซิลชื่อว่า “โรสเมเร” (Rosemeire) วัย 32 ปี เป็นพยาบาล พร้อมพี่ชายและช่างภาพสาวที่ตั้งครรภ์ 6 เดือน นั่งเอฮิคอปเตอร์เดินทางมาเข้าพิธีแต่งงานเพื่อเซอร์ไพร์เจ้าบ่าวและเปิดตัวต่อหน้าแขกกว่า 300 คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในงาน

แต่เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเกิดตกลงในป่าใกล้สถานที่จัดงานแต่งงานเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น จนเป็นเหตุให้ผู้โดยสารและนักบิน รวม 4 คน เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เอาเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่หน้าแท่นพิธีและแขกที่ไม่รู้แผนการเซอร์ไพร์นี้รู้สึกช็อคมากเมื่อทราบข่าว

โดยนายคาร์ลอส (Carlos) หนึ่งในทีมจัดงานแต่งงานและร่วมแผนเปิดตัวเจ้าสาวเผยว่า เจ้าสาวทุกคนมีความใฝ่ฝันว่าจะนั่งเฮลิคอปเตอร์มางานแต่งงานโดยไม่มีใครรู้

อารมณ์ค้าง! “แฟนเวียดนาม” ปาหินใส่รถนักเตะอินโดนีเซียหลังเกม

8-2

เกิดเหตุวุ่นวายหลังเกมที่ เวียดนาม แพ้ให้กับ อินโดนีเซีย ด้วยสกอร์รวม 3-4 ส่งผลให้กระเด็นตกรอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “ซูซูกิ คัพ 2016” เมื่อวันพุธที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา

หลังเกมการแข่งขัน แฟนบอลเจ้าถิ่นไม่พอใจที่ทีมของตัวเองต้องตกรอบ ขับรถมอเตอร์ไซค์ ไล่ปาหินใส่รถบัสของนักเตะอินโดนีเซีย ระหว่างทางกลับโรงแรมที่พัก จนทำให้กระจกแตก ส่งผลให้โค้ชผู้รักษาประตูของทีมได้รับบาดเจ็บ “มีก้อนหินสองก้อนถูกขว้างทะลุกระจกขึ้นมาบนรถ มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากกับเหตุการณ์แบบนี้” ผู้บาดเจ็บกล่าว

ภายหลังเกิดเหตุ คนขับรถบัสได้ตัดสินใจขับรถวนกลับไปยังสนามแข่งขันอีกครั้ง เนื่องจากมองว่าไม่ปลอดภัยต่อตัวนักเตะอินโดนีเซีย หากขับรถผ่านท่ามกลางแฟนบอลที่กำลังไม่พอใจต่อการตกรอบ ก่อนเปลี่ยนรถคันใหม่เพื่อย้อนกลับไปยังโรงแรมที่พักในท้ายที่สุด ซึ่งปรากฏว่า โค้ชผู้รักษาประตู และแพทย์ประจำทีม ได้รับบาดเจ็บจากเหตุในครั้งนี้

โดย เล ฮอย อัน เลขาธิการสมาคมฟุตบอลเวียดนาม ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าเป็นความอับอายของประเทศ พร้อมกันนี้ได้ให้ตำรวจดำเนินการจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้ต่อไป

 

“ปีโป้” ซัดฉลองวันเกิด! “ช้างศึก” ถลุง “เมียนมา” 4-0 ลิ่วป้องแชมป์อาเซียน

8-1

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ครั้งที่ 11 หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 รอบรองชนะเลิศ คู่สอง เลกสอง ทีมชาติไทย เปิดสนามราชมังคลากีฬาสถาน ต้อนรับการมาเยือนของ ทีมชาติเมียนมา

เลกแรกเป็นทัพช้างศึกบุกไปเอาชนะได้ก่อนถึงกรุงย่างกุ้ง 2-0 นัดนี้ขอแค่แพ้ไม่เกิน 1 ประตูก็จะเข้าชิงชนะเลิศกับทีมชาติอินโดนีเซียทันที

นาทีที่ 10 ไทยได้โอกาสก่อน ทริสตอง โด เติมมาทางขวาก่อนผ่านเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษ แต่ ธีรศิลป์ แดงดา ยิงด้วยซ้ายบอลข้ามคานออกหลังไป

นาทีที่ 20 ไทยได้จังหวะอีกครั้งจากลูกเตะมุม ธีรศิลป์ โหม่งเข้ามาหน้าประตู ศราวุฒิ มาสุข ได้จิ้มจ่อๆหน้าประตูแต่บอลไปโดนคาน ก่อนถูกเคลียร์ออกไป

นาทีที่ 33 เจ้าบ้านทำเกมได้สวย ธีราทร บุญมาทัน เติมเกมขึ้นมาทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนเปิดโด่งไปที่เสาสอง ศราวุฒิ มาสุข ทิ้วตัวโขกตุงตาข่ายไม่เหลือ ทีมชาติไทย ออกนำ 1-0

นาที 38 เมียนมาเกือบได้ประตูตีเสมอ ยาน อ่อง คยอ กองกลางกัปตันทีมได้ยิงหน้ากรอบ แต่ กวินทร์ ยังไม่พลาด บินปัดออกหลังได้สวย

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมเปิดเกมบุกใส่กัน แต่ยังหาโอกาสยิงประตูไม่ได้ จบครึ่งแรก ไทยนำอยู่ 1-0

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 49 เมียนมา เกือบได้ประตูตีเสมอ ตาน เปียง ได้บอลหลุดไปปั่นด้วยขวาบนเส้นเขตโทษ บอลพุ่งโค้งชนคานอย่างจัง

นาทีที่ 66 ช้างศึก มาได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ ยาน อ่อง คยอ ไปถีบเข้าหน้าอกของ ศราวุฒิ มาสุข ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที และเป็น ธีราทร บุญมาทัน สังหารเข้าไปไม่พลาด ทีมชาติไทย นำห่าง 2-0

นาทีที่ 76 สิโรจน์ ฉัตรทอง ตัวสำรอง กระชากบอลเข้าเขตโทษก่อนซัดด้วยขวาเต็มข้อบอลพุ่งเสยเพดานเสาแรกเข้าไปอย่างเด็ดขาด ทีมชาติไทย หนีห่าง 3-0 และเป็นประตูแรกในนามทีมชาติของเจ้าตัว

นาทีที่ 83 ศราวุฒิ มาสุข ได้บอลในเขตโทษก่อนไหลเข้ากลางให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ วิ่งเข้าแปด้วยขวาเสียบเสาแรก ทีมชาติไทย นำห่างสุดกู่ 4-0

จบเกม “ทัพช้างศึก” ทีมชาติไทย เปิดบ้านถล่ม เมียนมา 4-0 รวมผลสองนัดผ่านเข้ารอบด้วยประตูรวม 6-0

ทีมชาติไทยผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ กับ อินโดนีเซีย โดยจะแข่งแบบเหย้า-เยือน โดยเกมแรกจะบุกไปเยือนในวันพุธที่ 14 ธันวาคม และจะกลับมาเล่นในบ้านวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม ช่อง 7 สี ถ่ายทอดสดเช่นเดิม เวลา 19.00 น. ทั้ง 2 นัด

“มุ้ย” เบิ้ล! “ช้างศึก” บุกอัด “เมียนมา” 2-0 ตัดเชือกซูซูกิ คัพ นัดแรก

5-2

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ครั้งที่ 11 หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 รอบรองชนะเลิศ คู่ที่สอง เลกแรก ทีมชาติเมียนมา รองแชมป์กลุ่มบี เปิดสนามธุวันนา รับการมาเยือนของแชมป์กลุ่มเอ ทีมชาติไทย

10 นาทีแรกทั้งสองทีมเปิดเกมบุกเข้าหากันเต็มที่ แต่ยังไม่มีโอกาสได้จบสกอร์ให้แฟนบอลได้หวาดเสียว

นาทีที่ 15 เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้สับไกด้วยซ้ายนอกกรอบเขตโทษ แต่ คยอว์ ซิน พโย นายด่านเจ้าถิ่นยังไม่พลาด พุ่งตัวรับไว้ได้

ถัดมา 4 นาที ทีมชาติไทยน่าได้ประตูขึ้นนำ ธีรศิลป์ แดงดา ได้บอลทะลุช่องหลุดเดี่ยว แต่จังหวะสุดท้ายใจกว้างไหลให้ เกริกฤทธิ์ แต่น้ำหนักแรงเกินไป บอลออกหลังอย่างน่าเสียดาย

หลังจากบุกอยู่พักใหญ่ นาที 23 ไทยก็ขึ้นนำจนได้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แทงทะลุช่องเข้าเขตโทษให้ ธีรศิลป์ ก่อนหัวหอกกัปตันทีมยิงด้วยซ้ายบอลเข้าประตูไป เมียนมา 0-1 ไทย

ช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรก เป็นไทยที่ครองเกมได้เหนือกว่า แต่ยังยิงเพิ่มไม่ได้ จบ 45 นาที ไทยนำอยู่ 1-0

เริ่มครึ่งหลัง เมียนมาได้ลุ้นก่อนในนาทีที่ 52 อ่อง ธู ได้ยิงในเขตโทษ แต่บอลเบา ไม่ผ่านมือ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์

นาที 55 เอาไปสิบคะแนนเต็มสำหรับ ธีรศิลป์ เมื่อหลบสองแนวรับเมียนมา ก่อนซัดด้วยซ้าย บอลพุ่งเรียดเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ไทยขึ้นนำ 2-0 และเป็นประตูที่ 5 ในรายการนี้ของเจ้ามุ้ย ขึ้นนำเป็นดาวซัลโว

ช่วงเวลาที่เหลือ เป็นขุนพลช้างศึกที่ครองเกมได้เหนือกว่า แต่ยิงเพิ่มไม่ได้ ขณะที่เมียนมาก็โต้กลับไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก

หมดเวลาการแข่งขัน ไทยบุกชนะเมียนมา 2-0 กุมความได้เปรียบก่อนในนัดแรก นัดที่สองจะกลับไปเล่นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 8 ธ.ค. 2559 เวลา 19.00 น.

“กูปรีอันตราย” โฉมใหม่สวมชุด Ari ลุยไทยลีก 2017

5-1

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมสโมสรศรีสะเกษเอฟซี ได้มีการลงนามในสัญญาเป็นพันธมิตร ระหว่างสโมสรศรีสะเกษเอฟซี และ แบรนด์ Ari ผู้จำหน่ายชุดกีฬารวมถึงอุปกรณ์กีฬา ที่เฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มผู้ที่คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนัง ซึ่งจะก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตร ผลิตชุดแข่งขันให้ กูปรีอันตรายในฤดูกาลหน้าที่กำลังจะก้าวมาถึง

Ari Football Concept Store แบรนด์จำหน่ายอุปกรณ์เสื้อผ้า กีฬา ฟุตบอลชั้นนำ ซึ่งมีสาขาอยู่มากมาย ตั้งแต่ สยามสแควร์, บางกะปิ,ขอนแก่น,ระยอง, อุดรธานี, ปิ่นเกล้า, เดอะคริสตัล, สเปล และ นครราชสีมา จะผลิตชุดแข่งขันพร้อมนำไปวางจำหน่ายตามสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นการช่วยแก้ปัญหาให้กับแฟนคลับที่หาโอกาสเข้าถึงสินค้าของสโมสรศรีสะเกษเอฟซีได้ยากในช่วงที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกันเปิดตัว เสื้อ Black Out Edition เพื่อออกมาชิมลาง โชว์เนื้อผ้า และการตัดเย็บที่ประณีต และพิถีพิถันในรายละเอียด ซึ่งเป็นชุดสีดำ สลับกับโลโกสีเงินผู้สนับสนุนของศรีสะเกษเอฟซี ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน ทั้งเมืองไทยประกันชีวิต เบทาโกร และลีโอ ที่อนุญาตให้ปรับแต่งโลโก ในเสื้อเวอร์ชั่นพิเศษนี้

ส่วนชุดแข่งขันสีส้ม และสีอื่นๆ นั้น ทาง Ari ได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการผลิต และแก้ไขบางจุดให้สมบูรณ์เท่านั้น ซึ่งจะได้เปิดตัวในลำดับต่อไป คาดว่าจะพร้อมจำหน่ายให้กับแฟนคลับ ที่ช็อบสโมสรศรีสะเกษเอฟซี และร้าน Ari ทุกสาขาในเร็ววันนี้

ฉลุยรอบรองฯ! “ปีศาจแดง” ไล่ถล่ม “ขุนค้อน” 4-1 ลิ่วชนฮัลล์

MANCHESTER, ENGLAND - NOVEMBER 30:  Adrian of West Ham United makes a save from a Wayne Rooney free kick duringduring the EFL Cup Quarter-Final match between Manchester United and West Ham United at Old Trafford on November 30, 2016 in Manchester, England.  (Photo by Michael Steele/Getty Images)

เปิดเกมมาแค่เพียง 2 นาที เจ้าถิ่นออกนำอย่างรวดเร็ว เวย์น รูนี่ย์ ผ่านขึ้นหน้า เฮนริค มคิทาร์ยาน สอดขึ้นมารับก่อนตอกส้นให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่าน อาเดรียน ตุงตาข่าย แมนฯ ยูไนเต็ด ออกนำ 1-0

นาทีที่ 17 แมนฯ ยูไนเต็ด ครองบอลบุกเหนือกว่าชัดเจน เวย์น รูนี่ย์ เหมือนจะครอสจากทางซ้าย แต่หลอกปั่นโค้งเล็งเสาไกล อาเดรียน ต้องพุ่งเซฟปลายมือออกหลัง

นาทีที่ 35 เวสต์แฮม ที่ตั้งรับตลอดมาตีเสมอ 1-1 ดิมิทรี ปาเยต รับบอลทางซ้าย ลากเข้ากลางแล้วสับเรียดเท้าขวาระยะ 20 หลา บอลตรงตัวเด เคอา แต่พลาดตะปบไม่อยู่มือ เข้าทาง เฟล็ทเชอร์ซ้ำไม่เหลือ เวสต์แฮม ตีเสมอ 1-1 พร้อมกับจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 48 แมนฯ ยูไนเต็ดกลับมานำ 2-1 วาเลนเซีย จ่ายบอลให้มคิทาร์ยานพาบอลลุยขึ้นไปทางขวาของเขตโทษไปจนสุดเส้นหลัง แล้วตบกลับหลังมาให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ยืนแปด้วยขวาเน้นๆ ในเขตโทษ คราวนี้ตุงตาข่าย

นาทีที่ 62 แมนฯ ยูไนเต็ดหนีไป 3-1 ซลาตันจ่ายบอลขึ้นไปทางขวาของเขตโทษให้ วาเลนเซีย สอดไปรับ แล้วจ่ายเร็วขวางหน้าปากประตูไปทางเสาสองให้มาร์กซิยาลซัดจ่อๆ เข้าประตูไป เป็นสกอร์ที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้

ช่วงทดเจ็บ “ปีศาจแดง” มาได้ประตูปิดท้ายจากจังหวะที่ อันเดร์ เอร์เรร่า หลุดเข้าเขตโทษก่อนผ่านไปหน้าประตูให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซัดเข้าไปไม่เหลือ แมนฯ ยูไนเต็ด หนีเป็น 4-1

จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ เวสต์แฮม 4-1 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ โดยจะเข้าไปพบกับ ฮัลล์ ซิตี้

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, ฟิล โจนส์, มาร์กอส โรโฮ, ลุค ชอว์, ไมเคิ่ล คาร์ริค, อันเดร์ เอร์เรร่า, เฮนริค มคิทาร์ยาน, เวย์น รูนี่ย์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เวสต์แฮม (3-4-3) : อาเดรียน, ชีกู กูยาเต้, วินสตัน รีด, อังเจโล่ อ็อกบอนน่า, มิคาอิล อันโตนิโอ, เอดิมิลสัน แฟร์นันเดส, เปโดร โอเบียง, อารอน เครสเวลล์, โซฟียาน เฟกูลี่, ดิมิทรี ปาเยต, แอชลี่ย์ เฟล็ทเชอร์

“ลีกคัพ” ที่มีความหมายต่อ “มูรินโญ่”

2-1

มาถึงรอบรองชนะเลิศกันแล้วสำหรับฟุตบอล “ลีกคัพ” หรือถ้าเรียกอย่างเป็นทางการก็ “อีเอฟแอล คัพ” โดยรอบนี้ขุนพลปีศาจแดง “แมนฯยูไนเต็ด” จะเจอกับหนึ่งเดียวจากลีกแชมเปี้ยนชิพ “ฮัลล์ ซิตี้” และหงส์แดง “ลิเวอร์พูล” ดวลกับเพื่อนร่วมลีกอย่าง “เซาแธมป์ตัน”

แน่นอนว่าฟุตบอลรายการนี้ไม่มีทีมใหญ่ให้ความสำคัญสักเท่าไหร่ด้วยเงินรางวัลอันน้อยนิดชนิดที่ว่าไม่พอจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะระดับท็อปของทีมใหญ่สัปดาห์เดียวได้เลย โดยแชมป์ได้แค่ 100,000 ปอนด์ และ รองแชมป์ได้ 50,000 ปอนด์ แถมเล่นต้องลงเล่นหลายนัดเป็นรอบๆ หลายทีม ยิ่งรอบรองชนะเลิศต้องเล่นเหย้าเยือนอีก จึงเลือกเก็บตัวผู้เล่นไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่าจะดีกว่า

ในส่วนของขุนพลปีศาจแดง “แมนฯยูไนเต็ด” ของ “โจเซ่ มูรินโญ่” รอบก่อนรองชนะเลิศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในการเจอกับขุนค้อน “เวสต์แฮม” ที่ก่อนหน้านี้ เสมอมาในลีกแบบไม่น่าให้อภัย 1-1 ก็สามารถแก้ตัวได้ด้วยเปิดบ้านอัดคู่แข่งกระจาย 4-1 จาก “ซลาตัน อิบราฮิโมวิช” และ “อ็องโตนี่ มาร์ซิยัล” คนละ 2 ลูก

เกมนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อทีมของน้ามู ทั้งการที่เจ้าตัวได้ใช้โทษแบนจากเอฟเอในกรณีที่ไม่เตะขวดน้ำด้วยการไปนั่งบนอัฒจรรย์ให้จบๆไป หรือการที่ได้เห็น “ความมั่นใจ” ของผู้เล่นหลายๆคนในเกมนี้ที่ก่อนหน้านี้ “ไม่มีอนาคต” หรือ “ความมั่นใจ” ให้เห็นเลย

ทั้ง “ซลาตัน อิบราฮิโมวิช” ที่กลับมาเป็นเพชรฆาตตามเดิม หรือ “อองโตนี่ มาร์ซิยัล” ที่กลับมาเรียกความั่นใจของตัวเองกลับมาได้อีกครั้งด้วยการยิงประตู

ขณะที่ “เฮนริค มคิตาร์ยาน” ถ้าได้ดูภาพการเล่นของแนวรุกชาวอาร์เมเนียคนนี้จะเห็นว่าสามารถปรับตัวเข้ากับระบบทีมได้ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะจังหวะส่งบอลซึ่งเป็นคนส่งให้ “มาร์ซิยัล” ยิงประตูที่ 2 ให้กับทีม หรือจังหวะที่ไม่มีบอลอยู่กับตัวก็สามารถหลอกและสกรีนนักเตะคู่แข่งให้เป็นประโยชน์กับทีม

ส่วนปีศาจหมูอย่าง “เวนย์ รูนีย์” จริงๆถ้าใครได้ดูเจ้าตัวลงสนามก่อหน้านี้ ต้องยอมรับว่านี้คือ “เหยื่อ” อันโอชะของบรรดาสื่อและแฟนบอลฝั่งตรงข้ามในอังกฤษ เพราะถึงแม้จะไม่ได้เป็นกองหน้าตัวเป้า ยิงประตูเกือบทุกนัดเหมือนสมัยก่อนด้วยอายุที่มากขึ้นหลัก 3 แต่ก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมไม่น้อย โดยเฉพาะการออกบอล ส่งบอล หรือสร้างจังหวะให้กับแนวรุกของทีม ไม่นับ “ความเร็ว” ในการวิ่งด้วย 2 กีบของเจ้าตัวที่ยังว่าเร็วกว่านักเตะหลายคนในลีกด้วยซ้ำ

มาที่ “อังแดร์ เอร์เรร่า” ที่นัดนี้เป็นอีกนัดที่เจ้าตัวเล่นดี ด้วยสไตล์ที่เป็นเด็กหัวไว คิดเร็วทำเร็ว แค่ก่อนหน้านี้ถูกปรัชญาของจอมปรัชญาคนก่อนครอบงำจึงไม่กล้าออกบอลไปข้างหน้ามาก แต่เมื่อเจ้าตัวสามารถเล่นได้ตามใจปรารถนา มีอิสระในการเล่นมากกว่า เลยกลายเป็นคนที่คอยเชื่อมบอลสวยๆหลายจังหวะรวมทั้งการส่งบอลให้ “อิบรา” ยิงลูกที่ 4 ให้กับทีม

ที่สำคัญเกมนี้เป็นการปลดแอก “บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์” ที่ก่อนหน้านี้น้ามูจำดองเพราะเคมีไม่เข้ากัน ซึ่งเกมนี้มีส่วนกับประตูที่ 4 เชื่อว่าการที่น้ามูยอมถอย กลืนน้ำลายตัวเองเอาอดีตมิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลกกลับมา จะทำเป็นผลดีกับทีมไม่ต่างจากการได้นักเตะเกรดสูงคุณภาพเยี่ยมคนใหม่ที่มาคอยแบ็กอัพให้กับทีม

นอกจากนั้นเกมนี้ถือว่าเป็น “บททดสอบ” ทางด้านจิตใจที่สำคัญของนักเตะภายในทีม เพราะถูกตีเสมอในโอกาสแรกที่คู่แข่งมีโอกาสยิงในช่วงครี่งแรก เป็นใครก็หดหู่ แต่ก็กลับมาได้ไม่ว่าจะมาจากการการปลุกเร้าของน้ามูในห้องแต่งตัวหรืออะไรก็ตามตามที่น้ามูให้สัมภาษณ์ ถือว่าเกมนี้สามารถสร้าง “แรงบวก” ให้กับทีมก่อนที่จะเข้าช่วงหนักของฟุตบอลอังกฤษที่ไม่เบรกหนีหนาว

ดังนั้นรายการนี้ใครจะว่าอะไรก็แล้ว กับ “มูรินโญ่” ถือว่ามีความหมายมากเพราะส่งผลให้ดีให้กับทีม และบางทีอาจจะเป็นรายการเดียวที่ทีมได้ “แชมป์” ในฤดูกาลนี้ที่พยุงเก้าอี้ของเจ้าตัวอยู่กับทีมต่อไปหลังจบฤดูกาล